การร้องไห้ ในมุมมองของอิสลาม

2303

การร้องไห้ เป็นกิจกรรมที่ทุกคนบนโลกนี้ต่างก็คุ้นเคยถึงมันดี เพราะมันคือสิ่งแรกที่มนุษย์เราทำเป็น หลังจากลืมตาดูโลก หากยอมรับและเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล  ฉะนั้นน้ำตาและการร้องไห้ ย่อมมีเหตุผลของมัน

เนื่องจากเดือนนี้ตรงกับเดือนมุฮัรรอม ตามปฏิทินอาหรับ ในเดือนนี้จะมีกิจกรรมหนึ่งที่มุสลิมชีอะห์ จะกระทำกันในทุกๆปี ก็คือการไว้ทุกข์ไว้อาลัย และร่ำไห้ให้กับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับหลานชายของศาสดามูฮัมหมัด(ศ) ผู้มีนามว่า ฮูเซน บุตรของอาลี เจ้าของฉายา “ผู้เป็นนายแห่งการพลี” ผู้ซึ่งกลายเป็นคนแปลกหน้าในอิสลาม แม้ว่าตาของท่าน จะเป็นถึงศาสดาแห่งอิสลามก็ตาม

เรื่องราวการต่อสู้และการเสียสละของท่าน กลายเป็นอมตะตลอดกาล เพราะการต่อสู้ในครั้งนั้น คือแม่แบบของการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม คือพิมพ์เขียวของการปฏิวัติสังคม คือบทเรียนที่สอนวิธีในการถอนรากถอนโคนผู้กดขี่ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมวีรกรรมนี้จึงเป็นอมตะตลอดกาล

การไว้อาลัยและการร้องไห้ เป็นตัวจุดประกายให้ผู้เขียนมาสู่คำถามว่า แท้ที่จริงแล้ว อะไรคือปรัชญาของการร้องไห้ ?อิสลามมีมุมมองเกี่ยวกับการร้องไห้อย่างไร ? คำถามนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นนำสู่การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องราวของน้ำตา และการร้องไห้ ในบทความนี้จะนำพาผู้อ่านไปสู่เรื่องราวของน้ำตา และการร้องไห้ ผ่านมุมมองของอิสลาม

-การร้องไห้คือสัญลักษณ์ของผู้ที่พบสัจธรรมแห่งชีวิต

อัลกุรอ่านได้บรรยายว่า

(وَإِذَا سَمِعُوا مَا أُنْزِلَ إِلَى الرَّسُولِ تَرَىٰ أَعْيُنَهُمْ تَفِيضُ مِنَ الدَّمْعِ مِمَّا عَرَفُوا مِنَ الْحَقِّ ۖ يَقُولُونَ رَبَّنَا آمَنَّا فَاكْتُبْنَا مَعَ الشَّاهِدِينَ)

และเมื่อพวกเขา ได้ยินสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ร่อซูลแล้ว เจ้าก็จะเห็นตาของพวกเขาหลั่งออกมาซึ่งน้ำตา เนื่องจากความจริงที่พวกเขารู้ โดยที่พวกเขาจะกล่าวว่า โอ้พระเจ้าของพวกข้าพระองค์โปรดได้ทรงจารึกพวกข้าพระองค์ไว้ร่วมกับบรรดาผู้กล่าวปฏิญาณยืนยันด้วยเถิด(มาอิดะฮ์ : 83)

โองการนี้ได้บรรยายเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ นัญญาชีย์ ผู้นำนครฮาบาชะฮ์ หรือ เอธิโอเปียในปัจจุบัน และมุสลิมจำนวนหนึ่งที่ได้อพยพสู่นครฮาบาชะฮ์  กล่าวคือ อัลกุรอานได้บรรยายสภาพของผู้ที่ค้นพบสัจธรรม ความลึกซึ้งในพระธรรมคำสอนทำให้พวกเขาถึงกับต้องหลั่งน้ำตาและนั่นคือภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์

-ร้องไห้เนื่องจากการลงทัณฑ์

อัลกุรอ่านได้บรรยายว่า
(فَلْيَضْحَكُوا قَلِيلًا وَلْيَبْكُوا كَثِيرًا جَزَاءً بِمَا كَانُوا يَكْسِبُونَ)

“จงให้พวกเขาหัวเราะแต่น้อย และจงร้องไห้มาก ๆ เถิด ทั้งนี้เป็นการตอบแทนตามที่พวกเขาขวนขวายไว้” (เตาบะฮ์: 82)

โองการนี้เกี่ยวข้องกับผู้กลับกลอก(มุนาฟิก)ในยุคสมัยของศาสดามูฮัมหมัด(ศ) พวกเขาปฏิเสธที่จะต่อสู้โดยอ้างว่าอากาศร้อน และห้ามผู้คนไม่ให้ออกไปต่อสู้ปกป้องพี่น้องมุสลิม ลักษณะหนึ่งของคนประเภทนี้คือผู้ที่หมกหมุ่นเฮฮาอยู่แต่กับสิ่งไร้สาระ และอัลกุรอ่านได้ตักเตือนพวกเขาว่าจงร้องไห้ให้มากๆ เพราะในวันตัดสินตอบแทน เมื่อพวกเขาได้เห็นการกระทำของตนเอง พวกเขาจะต้องเสียใจจนหลั่งน้ำตา

-ร้องไห้ต่ออัลลอฮ คือสัญลักษณ์ของความสำรวม

อัลกุรอ่านบรรยายว่า

(وَيَقُولُونَ سُبْحَانَ رَبِّنَا إِنْ كَانَ وَعْدُ رَبِّنَا لَمَفْعُولًا * وَيَخِرُّونَ لِلْأَذْقَانِ يَبْكُونَ وَيَزِيدُهُمْ خُشُوعًا ۩)

และพวกเขาจะกล่าวว่า “มหาบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าของเรา สัญญาของพระเจ้าของเรานั้นแน่นอน ย่อมถูกปฏิบัติให้ครบถ้วน และพวกเขาจะหมอบราบลงใบหน้าจรดพื้นพลางร้องไห้ และมันจะเพิ่มการสำรวมแก่พวกเขา(อิสเราะฮ์ : 107-108)

-การร้องไห้ต่อพระองค์ คือแบบฉบับของบรรดาศาสดา

อัลกุรอ่านได้บรรยายว่า

(أُولَٰئِكَ الَّذِينَ أَنْعَمَ اللَّهُ عَلَيْهِمْ مِنَ النَّبِيِّينَ مِنْ ذُرِّيَّةِ آدَمَ وَمِمَّنْ حَمَلْنَا مَعَ نُوحٍ وَمِنْ ذُرِّيَّةِ إِبْرَاهِيمَ وَإِسْرَائِيلَ وَمِمَّنْ هَدَيْنَا وَاجْتَبَيْنَا ۚ إِذَا تُتْلَىٰ عَلَيْهِمْ آيَاتُ الرَّحْمَٰنِ خَرُّوا سُجَّدًا وَبُكِيًّا ۩)

ชนเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานพวกเขาให้เป็นนะบี ที่มีเชื้อสายจากอาดัม และจากเชื้อสายผู้ที่เราบรรทุกไว้ในเรือกับนูห์ และจากเชื้อสายของอิบรอฮีม และอิสรออีล และจากเชื้อสายผู้ที่เราได้ชี้แนะทางและเราได้คัดเลือกไว้ เมื่อบรรดาโองการของพระผู้ทรงกรุณาปรานีถูกอ่านแก่พวกเขา พวกเขาจะก้มลงสุญูดและร้องให้
(มัรยัม:58)

-การร้องไห้ เสียใจเพราะหลงผิด

อัลกุรอ่านได้บรรยายว่า

(أَزِفَتِ الْآزِفَةُ * لَيْسَ لَهَا مِنْ دُونِ اللَّهِ كَاشِفَةٌ * أَفَمِنْ هَٰذَا الْحَدِيثِ تَعْجَبُونَ * وَتَضْحَكُونَ وَلَا تَبْكُونَ)

“เวลาที่ใกล้เข้ามา (วันกิยามะฮ) ได้ใกล้เข้ามาแล้วไม่มีผู้ใดที่จะปัดเป่าให้พ้นไปได้นอกจากอัลลอฮฺไม่มีผู้ใดที่จะปัดเป่าให้พ้นไปได้นอกจากอัลลอฮฺ พวกเจ้ายังคงแปลกใจต่อคำกล่าวนี้อีกหรือ? และพวกเจ้ายังคงหัวเราะ และยังไม่ร้องไห้!”
(อันนัจมิ 57-60)

-น้ำตา คือ สัญลักษณ์ของความเมตตาจากอัลลอฮ

อมีรุลมุอฺมีนีนกล่าวว่า”น้ำตาแห่งดวงตา และหัวใจที่หวั่นเกรง(ต่อพระเจ้า) คือ ความเมตตาจากพระองค์อัลลอฮ”(มาการิมุลอัคลาค/317)

-น้ำตา คือ ของขวัญชิ้นแรกที่พระเจ้ามอบให้มนุษย์

ศาสดามูฮัมมัด(ศ)กล่าวว่า “น้ำตา คือ ความเมตตา ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ในใจของปวงบ่าวของพระองค์”(บิฮาร79/91)

-น้ำตา คือ ปัจจัยสร้างความสว่างไสวในหัวใจ

อมีรุลมุอมีนีน(อ) กล่าวว่า”การร้องไห้เนื่องจากความเกรงกลัวต่ออัลลอฮ จะทำให้เกิดความสว่างไสวในหัวใจ และจะยับยั้งมิให้คนผู้นั้นหลงทำความผิดบาป”(มุสตัดรอกอัลวะซาอีล11/245)

-น้ำตาทำให้หัวใจอ่อนโยน

ศาสดามูฮัมมัด(ศ)ได้สั่งเสียอาลี(อ) ว่า”โอ้อาลี ลักษณะของความโชคร้ายมีสี่ประการ คือ ดวงหาที่แห้งเผือด หัวใจที่แข็งกระด้าง ความหวังที่ห่างไกล และการรักความไม่จีรัง”(มันลายะฮซุรุฮุลฟากีฮ์ 4/360)

-น้ำตา สิ่งที่ทำให้มนุษย์รอดพ้นจากการลงทัณฑ์

อิมามฮูเซน(อ) กล่าวว่า “น้ำตาที่หลั่งรินเนื่องจากความเกรงกลัวต่ออัลลอฮ คือ สิ่งที่ทำให้รอดพ้นจากไฟนรก”(มุสตัดรอกอัลวะซาอีล 11/245)

-การหลั่งน้ำตาให้ผู้เสียสละ บุคลากรของพระเจ้า คือ แบบฉบับของศาสดามูฮัมมัด(ศ)

ก.การร่ำไห้ของศาสดาต่อการพลีชีวิตของท่านฮัมซะฮ์
มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ) ร่ำไห้ให้กับ บุคคลผู้เสียสละชีวิตตนเอง ผู้ปกป้องพี่น้องและแนวทางที่ตนรัก เช่นท่านฮัมซะฮ์ “เมื่อศาสดาเดินทางกลับมาถึงนครมาดีนะฮ์(จากสงครามอูฮุด) ท่านได้ยินเสียงร้องไห้ และโอดครวญ ต่อผู้ถูกสังหาร ดวงตาของท่านจึงเจิ่งนองด้วยน้ำตา จากนั้นท่านจึงเอ่ยขึ้นมาว่า แต่ไม่มีร่ำไห้ให้กับฮัมซะฮ์เลย สตรีกลุ่มหนึ่งจากตระกูลอับดุลอัชฮัลได้ยินเข้า จึงรุดมาร่ำไห้ไว้อาลัยแก่ท่านฮัมซะฮ์ (เล่าโดย อิบนุฮิชาม จาก หนังสือ อัซซีเราะฮ์ อัลฮะลาบียะฮ์ 3/105)

ข.การร่ำไห้ของศาสดา ต่อวงศ์วานของท่าน
อิบนุอบีชัยบะฮ์ รายงานจาก อิบนุ มัสอูดว่า วันหนึ่งเราได้อยู่ร่วมกับรอซูลุลลอฮ(ศ) เมื่อตระกูลฮาชิมได้มาถึงในขณะนั้น ท่าน(ศ)ได้มองพวกเขา น้ำตาของท่านก็หลั่งริน ใบหน้าของท่านเปลี่ยนสี ฉันจึงถามท่านว่า เราเห็นบางสิ่งปรากฎบนใบหน้าของท่าน มันทำให้ท่านไม่ทุกข์ใจกระนั้นหรือ ? ศาสดาตอบว่า “แท้จริง เราคือ ครอบครัว(อะฮลุลบัยต์) ทีีอัลลอฮ ได้ทรงเลือกให้โลกหน้าสำหรับเราแทนโลกนี้ และครอบครัวของฉัน จะต้องพบเจอกับความเจ็บปวด และความทรมาน”(อัลมุซันนัฟ 8/697)

ค.การร่ำไห้ของศาสดา ต่อฮูเซน
เป็นอีกรายงานที่เชื่อถือได้ และมีศอฮาบะรายงานเรื่องนี้ถึง 7 คนได้แก่  ท่านอาลี, อะนัส บิน มาลิก, อุมมุลฟัฎลิ บินติลฮาริษ,ท่านหญิงอาอิชะฮ์,ท่านหญิงอุมมุสะละมะฮ์,อบู ตูเฟล และอิบนุอับบาส ตัวอย่างจากรายงานผ่านท่านอิมามอาลี(อ)

อิมามอาลีรายงานว่า วันหนึ่งฉันได้เข้าพบท่านศาสดา(ศ) ปรากฎดวงตาทั้งสองของท่านเจิ่งนองด้วยน้ำตา ฉันจึงกล่าวถามว่า โอ้ศาสนฑูตแห่งอัลลอฮ์ใครทำให้ท่านขุ่นเคืองหรือ ดวงตาทั้งสองของท่านจึงหลั่งน้ำตาออกมา ?  ท่านกล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก  เพียงแต่ก่อนหน้านี้ญิบรออีลเพิ่งจากฉันไป เขาได้เล่าให้ฉันฟังว่า ฮูเซนจะถูกสังหารริมฝั่งแม่น้ำฟูรอต
ญิบรออีลกล่าวว่า เอาไหมฉันจะให้ท่านได้สูดกลิ่นดินนั้น ท่านกล่าวว่า ได้ ญิบรออีลจึงยื่นมือของเขาไปคว้าดินมากำหนึ่ง แล้วส่งดินกำนั้นให้ฉัน ฉันจึงไม่อาจกลั้นดวงทั้งสองไม่ให้น้ำตาหลั่งน้ำตาออกมาได้ (มุสนัดอะฮหมัด1/446 )

บ่อเกิดของน้ำตา
การหลั่งน้ำตา มีหลายประเภท แต่ที่เป็นความรู้สึกหลักที่ทำให้คนเราร้องไห้มี สี่ความรู้สึกด้วยกัน

1.ความกลัว
2.ความทุกข์ ความโศรกเศร้า
3.ความสุข ความปิติยินดี
4.การยกระดับจิตวิญญาณ

การร้องไห้จึงมีสาเหตุที่แตกต่างกัน แต่ทุกสาเหตุมักมาจากสี่ข้อนี้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ซึ่งการร้องไห้ที่อิสลามสนับสนุน คือ การร้องไห้ เพื่อยกระดับทางจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นการร้องไห้เพราะความหวั่นเกรง การร้องไห้เพราะสำนึกผิด การร้องไห้เพราะความรัก หรือ การร้องไห้เพื่อรำลึกถึงบุคลากรของพระเจ้า ผู้เสียสละในหนทางของสัจธรรม

ผลของการร้องไห้เชิงยกระดับจิตวิญญาณ

1.ขัดเกลาภายใน
บุคคลที่เดินในหนทางของการเป็นบ่าวและใช้ประโยชน์จากน้ำตา เขาจะไปถึงผลลัพธ์ทางจิตวิญญาณ หยดน้ำตาที่หลั่งรินเพื่อพระผู้เป็นเจ้าหรือ เพื่อแสดงความโศกเศร้าต่อบรรดามวลมิตรสหายของพระองค์ คือน้ำตาที่หลั่งริน มาจากบุคคลที่มีสภาพทางจิตวิญญาณใฝ่พัฒนา และมีพระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้ปกครองอาณาจักรหัวใจของเขา เขาจะพบกับแสงสว่างและพลังทางจิตวิญญาณที่เหนือธรรมดา ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกเลยที่อาลี(อ)จะสอนบทวิงวอนขอต่อพระองค์ว่า

يا الهي و ربي و مولاي لاي الامور اليك اشكو ولما منها اضج و ابكي

“โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์  โอ้ผู้เป็นนายของข้า เคราะห์กรรมใดเล่า ที่ข้าต้องวิงวอนต่อพระองค์ และอีกกี่สิ่งเล่าที่ข้าต้องโศรกเศร้า และร้ำไห้ต่อมัน”(ดุอากุเมล)

لَأَبْكِيَنَّ عَلَيْكَ بُكَاءَ الْفَاقِدِينَ

“ข้าจะร่ำไห้ ดั่งผู้กรีดร้องที่ไร้ผู้ช่วยเหลือ”

ارْحَمْ مَنْ رَأْسُ مَالِهِ الرَّجَاءُ وَ سِلاَحُهُ الْبُكَاءُ

“โปรดเมตตาแก่ผู้ซึ่งมีเพียงความหวังเป็นทรพย์สิน และอาวุธของเขาคือการร้องไห้”

2.น้ำตา คือ อาวุธแห่งการพัฒนาตนเอง
น้ำตาและการร้องไห้ คืออาวุธที่มีประสิทธิภาพ ในการพัฒนาตนเอง คือสิ่งที่จะช่วยให้มนุษย์ไปสู่จุดมุ่งหมายตามที่ปรารถนา ในบทดุอากุเมล อิมามอาลี  “โปรดเมตตาแก่ผู้ซึ่งมีเพียงความหวังเป็นทรพย์สิน และอาวุธของเขาคือการร้องไห้”เปรียบน้ำตาดั่งอาวุธที่ใช้ทำสงครามกับศัตรูภายใน คือสิ่งที่ใช้ทำสงครามกับ ตัวตนใฝ่ต่ำของตนเอง

3.น้ำตา คือ ทางสู่รัก
ความรักในภาษาอาหรับ ตรงกับคำว่า “เอชก์” (عشق) หมายถึงการมอบหัวใจ หมายถึงความรักอย่างมากมายที่มีต่อสิ่งหนึ่ง หากลิ้นของคนเรา คือล่ามของปัญญา  ดวงตาก็คือล่ามของหัวใจ  ณ จุดทีี่น้ำตาหลั่งริน จากความเจ็บปวด และความรู้สึก ในนั้นมีความรักปรากฎอยู่

4.สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ถูกรำลึก กับ ผู้ไว้อาลัย
การไว้อาลัย หรือ การรำลึกถึงใครสักคนหนึ่ง จะทำให้หัวใจถักทอความผูกพันธ์กับผู้ที่หวนระลึกนึกถึง ซึ่งโดยส่วนมากการรำลึกไว้อาลัยให้คนดี จะทำให้ผู้ไว้อาลัย หวนระลึกถึงเรื่องราวความดีงามของบุคคลผู้นั้น จากนั้นผู้รำลึกจะจดจำความดีเหล่านั้น และนำมาเป็นตัวอย่างในภาคปฏิบัติ ในกรณีการรำลึกถึงบุคลากรของพระผู้เป็นเจ้า เช่น ซัยยิดินาฮูเซน(อ) การรำลึกถึงท่านก็จัดอยู่ในประเภทนี้ กล่าวคือ ผู้รำลึกไว้อาลัย ร่ำไห้ต่อฮูเซน จะถูกดึงดูดให้ศึกษาถึงเรื่องราวของท่าน ทั้งในแง่ของการขัดเกลา พัฒนาตน ทั้งในแง่การปฏิบัติต่อสังคม ทั้งในแง่การต่อสู้กับอำนาจมืด หรือแม้แต่ในแง่ชีวิตส่วนตัว และครอบครัว ฮูเซน จะกลายเป็นแม่แบบการใช้ชีวิต สำหรับผู้รำลึก ดังนั้นการร้องไห้ไว้อาลัยถึงท่าน ในด้านหนึ่งแล้ว คือ การถักทอหัวใจเชื่อมโยงกับฮูเซน(อ)