แนะนำศาสนาอิสลาม สำหรับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

3911

อิสลาม ในเชิงภาษา หมายถึง  การยอมจำนน การเชื่อฟังโดยดุษณี และด้วยเหตุนี้ศาสนาอิสลาม จึงมีชื่อว่า อิสลาม เนื่องจากเนื้อหาทั้งหมด คือ การที่มนุษย์ยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่งโดยดุษณี ซึ่งผลของการยอมจำนนของมนุษย์ คือการที่เขาไม่เคารพภักดีผู้ใด นอกจากพระเจ้า และไม่อยู่ภายใต้คำสั่งของใครนอกจากพระองค์

ในความเป็นจริงศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่มีแก่นแท้ของศาสนาต่างๆ ของพระเจ้าในอดีตรวมอยู่ในศาสนานี้ ซึ่งแก่นแท้เหล่านั้น ได้รวมกันในรูปแบบที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ศาสนานี้ปรากฎขึ้น อิสลามมีสามวงแหวนหลักเหมือนกับศาสนาอื่น ได้แก่ ภาคความเชื่อ ภาคศาสนบัญญัติ และภาคจริยธรรม

ภาคความเชื่อ เรียกว่า “อะกีดะฮ์” คือ ความเชื่อหลัก ได้แก่ ความเชื่อ ต่อพระผู้เป็นเจ้า ความเชื่อต่อศาสดา และความเชื่อต่อชีวิตหลังความตาย

ภาคศาสนบัญญัติ เรียกว่า “อะฮ์กาม” คือ ภารกิจของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของศาสนา ซึ่งในทัศนะของอิสลาม ไม่มีการกระทำใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักศาสนบัญญัติ โดยหลักของศาสนบัญญัติ แบ่งออกเป็น ห้าประการ ได้แก่

-วาญิบ หมายถึง สิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติ หากไม่ปฏิบัติเท่ากับได้กระทำบาป และละเลยต่อคำสั่งสอนของศาสนา เช่นการนมาซ การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

-มุสตาฮับ หมายถึง สิ่งที่ปฏิบัติแล้วได้ผลบุญ หากไม่ปฏิบัติ ไม่ถือเป็นการกระทำความผิดใดๆ แต่การปฏิบัติถือเป็นสิ่งที่ดีกว่า เช่น การบริจาคทาน การช่วยเหลือผู้อื่น

-มุบาฮ์ หมายถึง การปฏิบัติหรือละเว้นมีค่าเท่ากัน ไม่มีผลบุญหรือบทลงโทษสำหรับผู้กระทำ เช่น การกิน การดื่ม หรือ กิจกรรมทั่วไป ที่ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่อพระเจ้า

-มักรุฮ์ หมายถึง การกระทำที่สนับสนุนให้ละเว้น แต่ไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้ปฏิบัติ เช่น การนอนคว่ำ

-ฮาร่าม หมายถึง การกระทำที่เป็นบาป และหากกระทำถือว่าเป็นการฝ่าฝืน และการไม่ปฏิบัติมัน เช่น การดื่มเหล้าเมาสุรา

ในหลักการนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟุรุอุดดีน” ได้ด้วยเช่นกัน

ภาคจริยธรรม เรียกว่า อัคลาค  หมายถึง จริยธรรม คำสอน ต่างๆ ที่ทำให้มนุษย์รู้จัก สิ่งที่ควร และไม่สมควรกระทำ ซึ่งภาคจริยธรรมของอิสลาม จะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับ สามัญสำนึกของมนุษย์

การปฏิบัติและให้ความสำคัญกับทั้งสามภาค ในทัศนะของอิสลาม คือ หนทางสู่การประสบความสำร็จในวิถีชีวิตของมนุษย์ ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า

คุณลักษณะที่โดดเด่นของอิสลาม

ในเรื่องคุณลักษณะเด่นของอิสลาม มีอยู่มากมายหลายประการ แต่เราจะพูดถึง ลักษณะเด่นที่สำคัญดังนี้

1 อิสลามเป็นศาสนาที่สอนให้ ยึดความเมตตาต่อทุกๆ สิ่งถูกสร้าง ศาสนานี้ ได้วางสิทธิต่างๆ ของมนุษย์ หรือ สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ โดยมีความเมตตาเป็นฐานราก เช่น สิทธิของเด็กกำพร้ำ สิทธิของผู้ยากไร้ สิทธิของสามี-ภรรยา สิทธิของ บิดา-มารดา สิทธิของบรรดาสัตว์ต่างๆ สิทธิของพืชพันธ์ุ และการรักษาสิ่งแวดล้อม

2 อิสลามเป็นศาสนาที่ต่อต้าน ความอยุติธรรม การกดขี่  การละเมิด ความโหดร้ายป่าเถื่อน ความอวิชชา ความโง่เขลา  และการยึดความยุติธรรมเป็นหลัก

3 อิสลามเป็นศาสนาที่เปลี่ยนแปลงอาหรับยุคอวิชชา ที่สามารถฝังลูกสาวตนเองทั้งเป็น หรือ ทำสงครามเพราะอูฐเพียงตัวเอง ให้กลายป็นผู้ที่ใฝ่หา ปัญญา และคุณธรรม และในอัลกุรอ่าน มีคำว่า ปัญญา และ ความคิด ใคร่ครวญ มากกว่า 50 ครั้ง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึง การให้ความสำคัญกับการใช้สติปัญญา การใช้ความคิด ตัวอย่างเช่น

โองการอัลกุรอ่าน “แท้จริงในการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน การสับเปลี่ยนกลางคืนและกลางวัน เรือที่วิ่งอยู่ในทะเล พร้อมด้วยสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่มนุษย์ และน้ำที่อัลลอฮฺได้ทรงหลั่งลงมาจากฟากฟ้า ทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยน้ำนั้นหลังจากที่มันตายไปแล้ว และทรงให้สัตว์แต่ละชนิด แพร่สะพัดไปทั่วแผ่นดิน และทรงให้ลมพัดเปลี่ยนทิศทาง และทรงให้เมฆกำหนดผันแปรไประหว่างฟากฟ้าและแผ่นดิน แน่นอนสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณแก่กลุ่มชนที่ใช้ปัญญา” (อัล-กรุอาน บทอัลบะเกาะเราะฮฺ โองการที่ 164)

4 อิสลามถือว่า มนุษย์มีเสรี

อัล-กุรอาน กล่าวว่า  “โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าเป็นเพศชายและเพศหญิงและเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ.คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่ง แท้จริงอัลลอฮทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน” (อัล-กรุอาน บทอัล  หุจญ์รอต  โองการที 13)

เขาจะต้องไม่เป็นบ่าวของวัตถุ ไม่เป็นบ่าวของผู้ใด ไม่เป็นบ่าวของมนุษย์ด้วยกัน เว้นแต่ อัลลอฮ แต่เพียงผู้ใด  สำหรับ มนุษยวิทยาในมุมมองของอิสลาม มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่า เขาสามารถพัฒนาตนเองให้สูงส่ง หรือ ทำให้ตัวเองตกต่ำได้ และคุณค่าของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ ทว่า อยู่ที่จิตวิญญาณ และเกียรติของมนุษย์อยู่ที่ความยำเกรง ต้นตระกูล เชื้อชาติ เผ่าพันธ์ ไม่ได้ทำให้คนๆหนึ่ง อยู่สูงกว่าคนอีกคนหนึ่ง ไม่มีการแบ่งชนชั้น ทว่า ความสูงส่งของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับการที่เขามีความยำเกรงต่ออัลลอฮ มากน้อยเพียงใด

5  อัลกุรอ่าน เป็นคัมภีร์ของศาสนาอิสลาม ที่ยังไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลง หรือ บิดเบือนตัวอักษร ดังนั้น คัมภีร์อัลกุรอ่าน จึงปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา

6 อิสลามเป็นศาสนาที่ให้เกียรติสตรี และถือว่า บุรุษ และสตรี ก็คือผู้ทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์ต่อกันและกัน ศาสนานี้มีคำสอนและมีทัศนะว่า ระหว่างสตรีและบุรุษนั้นไม่มีความแตกต่างใดๆในด้านความเป็นมนุษย์ ทั้งสองเพศล้วนมีคุณค่าในทัศนะของอิสลาม ทว่า ในอีกด้านหนึ่งอิสลามมีทัศนะว่า พวกเขามีความแตกต่างทางด้านธรรมชาติ รูปแบบการดำเนินชีวิต จึงต้องมีศาสนบัญญัติที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละคำสั่ง ถูกส่งลงมา เพื่อความเหมาะสมกับธรรมชาติของสตรี เช่น การคลุมฮิญาบ การแต่งกายอย่างเหมาะสม และการรักนวลสงวนตัว

7.อิสลามเป็นศาสนาที่อยู่กับสังคม ศาสนานี้สอนกับมุสลิมว่า พวกเขามีหน้าที่ต้องทำการพัฒนาสังคมไปสู่หนทางที่เหมาะสม พวกเขาจะต้องไม่นิ่งดูดาย ต่อการละเมิด ความอธรรม หรือ ความฉ้อฉลใดๆ

8 อิสลามมองว่า มนุษย์คือ คนสองโลก ชีวิตของมนุษย์ ไม่ได้สิ้นสุดแต่เพียงโลกนี้ การกระทำสิ่งใด ย่อมส่งผลกับเขาในภายภาคหน้า โลกนี้เปรียบดั่งโลกที่มนุษย์ใช้เก็บเกี่ยวคุณงามความดีทีตนได้สร้าง และผลของมันคือ โลกหน้า หากใครทำดี เขาย่อมได้รับผลที่ดี หากใครทำชั่ว เขาย่อมต้องเผชิญกับบทลงโทษที่จะตามมาในภายหลัง

คำถามคลุมเครือ

-หากหลักการอิสลาม คือ ความเมตตา แล้วทำไม เราจึงพบว่า มีกลุ่มต่างที่ได้กระทำสิ่งที่โหดร้าย และละเมิดต่อผู้อื่น เช่นกลุ่ม ISIS?

คำตอบ

1.อิสลามยึดความเมตตาเป็นหลัก แน่นอนว่า หลักการนี้มีหลักฐานที่มาจากอัลกุรอ่าน วัจนะของศาสดาและประวัติศาสตร์การเริ่มต้นของอิสลาม หากศึกษาจากคำสอนของอัลกุรอ่านจะพบว่าอิสลามไม่อนุญาตให้มุสลิมละเมิดผู้ใดที่ไม่ได้เป็นศัตรู หรือละเมิดต่อเขา และเช่นเดียวกันท่านศาสดายังต่อต้านการละเมิดต่อผู้อื่นโดยมิชอบ ในอัลกุรอ่าน มีกล่าวว่า

 “ ผู้ใดสังหารชีวิตหนึ่งโดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเขาได้สังหารมนุษย์ทั้งมวล…” (ซูเราะฮ์มาอิดะฮ์  โองการที่ 32)

หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์ จะพบว่าสิ่งที่กลุ่ม ISIS กำลังทำอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่สวนทางกับอัลกุรอ่าน และแนวทางของศาสดา(ศ) อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่เคยมีบันทึกว่า ศาสดาได้ส่งมุสลิมได้ก่อเหตุวินาศกรรมในถิ่นฐานของผู้อื่น แล้วประกาศบังคับให้รับอิสลาม หรือเอาดาบจี้คอหอยของพวกเขาแล้วขู่เข็ญให้เข้ารับอิสลามแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่ศัตรูที่ทำสงครามเป็นเวลานานหลายปีกับท่านศาสดา ยังไม่เคยมีบันทึกจากคำพูดของพวกเขาว่า ศาสดามูฮัมมัด บังคับให้ผู้คนเข้ารับอิสลามด้วยคมดาบ และหากศึกษาในมุมของต้นเหตุของสงครามในยุคของศาสดา เราจะพบว่า ต้นเหตุของสงครามล้วนมีที่มาจากการละเมิดของฝ่ายตรงข้าม

2.หากมองมุมกลับ จะเห็นว่าสิ่งที่ ISIS ได้กระทำในวันนี้ ไม่ได้ให้ผลประโยชน์ใดๆ กับอิสลาม มิหนำซ้ำพวกเขายังสังหารผู้คนเป็นผักปลา ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม ซึ่งมันช่างห่างไกลจากแนวทางของอิสลามเสียเหลือเกิน

3.เราอยู่ในศตวรรษแห่งสงครามตัวแทน บรรดาชาติมหาอำนาจได้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการทำลายผู้ที่พวกเขาต้องการทำลาย มีหลักฐานมากมายที่พิสูจน์ว่า ผู้ช่วยเหลือ ISIS คือนักการเมือง ผู้ไม่สนใจว่าจะมีผู้คนตายไปมากมายแค่ไหน ซึ่งหลักฐานเหล่านั้นอยู่ในคำพูดของพวกเขาเอง นอกจากนี้อาวุธและเงินทุนที่กลุ่มก่อกการร้ายเหล่านี้ได้รับมา ยังพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้มีอิสลามหนุนหนัง ทว่ามหาอำนาจเหล่านี้ต่างหากที่คอยหนุนหลังพวกเขา เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

4.เราอยู่ในยุคที่ทุกพื้นที่ เต็มไปด้วยความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา เชื้อชาติ ความขัดแย้งทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ เหล่านี้ล้วนมีที่มาจากความพยายามรักษาอำนาจของผู้อธรรม ที่ไม่ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงใดๆ ส่งผลกระทบกับอำนาจของพวกเขา และเกิดจากนโยบายที่ต้องการจัดระเบียบโลก โดยยึดอำนาจล่าอาณานิคมในรูปแบบของการให้ประเทศอื่นๆเป็นเบี้ยล่างของพวกเขา  และแผนการหนึ่งที่ถูกเปิดโปง คือ การสวมหน้ากากศาสนาให้ผู้ร้ายรับจ้างฆ่าผู้บริสุทธิ์ เพื่อสร้างความหวาดกลัว และใช้ความหวาดกลัวนั้น เป็นยุทธศาสตร์ในการขยายอิทธิพล

จากหลักฐานที่ถูกเปิดโปงและผลที่ตามมาในรอบหลายปีนี้ พิสูจน์ว่า ISIS ไม่ได้ดำเนินตามแนวทางของอิสลาม และพวกเขาคือ เครื่องมือในการขยายอิทธพลของนักล่าอาณานิคมในศตวรรษนี้  กลุ่มก่อการร้ายนี้มีเป้าหมายเดียวคือ การทำให้อิสลาม ถูกมองว่าเป็นศาสนาที่น่าหวาดกลัว ทำให้มุสลิมถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่บ้าคลั่ง ทำให้ผู้คนตรียมพร้อมที่จะฆ่ากันด้วยความเกลียดชัง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ตรงข้ามกับคำสอนของอิสลามอย่างสิ้นเชิง

แน่นอน หากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมศึกษาศาสนาอิสลามจากอัลกุรอ่านจากประวัติศาสตร์ของศาสดา (ศ) จากจริยธรรม และจากวัจนะของท่าน ย่อมเห็นถึงความสวยงามและสัจธรรมของศาสนา เพราะศาสนานี้ถูกส่งลงมาเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับมนุษย์ เพื่อทำให้โลกนี้เกิดสันติสุขอย่างแท้จริง