ในที่สุด ด้านที่อ่อนหวานของชีวิตชาวอาหรับก็ได้อยู่ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด

ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องใหม่ไม่ได้ตามแนว “โรคสามบทบาท” ที่นำเสนอชาวอาหรับออกมาเป็นเพียงแค่ มหาเศรษฐีพันล้น, มือระเบิด และนักเต้นระบำหน้าท้องเท่านั้น

2063
(ภาพ) ภาพโปรโมทจากภาพยนตร์ใหม่เรื่อง ‘The Prophet’ จากหนังสือชื่อเรื่องเดียวกันที่เขียนโดย คาลิล ยิบราน นักเขียนผู้มีชื่อเสียงชาวเลบานอน

นิวยอร์ค – ชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับต้องอดทนมานานกับวิธีที่ฮอลลีวูดนำเสนอถึงตะวันออกกลางและคนที่นั่น อาการที่ว่านั้นกำลังดีขึ้นในสัปดาห์นี้ ต้องขอบคุณนักแสดงอย่างซัลมา ฮาเยก-พินอลท์, คุณปู่ชาวเลบานอนของเธอ และหนังสือลึกลับเล่มหนึ่งที่เป็นเรื่องราวเปรียบเปรยในภาษาบทกวีโคลงกลอนจากสมัย 1920s เรื่อง ‘The Prophet’

เมื่อวันศุกร์ เนื้อเรื่องในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว (animation) ที่เขียนโดยคาลิล ยิบราน กวีชาวอเมริกันเชื้อสายเลบานอน ได้เริ่มฉายในโรงภาพยนตร์ในสหรัฐฯ และที่อื่นแล้ว

การ์ตูนความยาว 84 นาทีเรื่องนี้ ได้รับเสียงวิจารณ์ในทางที่ดี และได้รับคำสรรเสริญที่ไม่ธรรมดาจากสถาบันอเมริกันอาหรับ(Arab American Institute) สำหรับการนำเข้าทางวัฒนธรรมของมัน ซึ่งปกติแล้วสถาบันนี้จะจำกัดตัวเองอยู่กับประเด็นการเมืองหนักๆ

“’The Prophe’t ได้ทำให้ผู้ชมได้มองเห็นคุณความดีที่คาลิล ยิบราน และชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับคนอื่นๆ ได้ทำไว้ให้แก่สังคมและวัฒนธรรมของสหรัฐฯ” มายา เบอร์รี่ ผู้อำนวยการของสถาบันดังกล่าว บอกกับสำนักข่าว Middle East Eye

“ด้วยการสร้างชื่อเสียงให้กับงานชิ้นนี้ เราจะได้มอบโอกาสในการแบ่งปันมรดกของเราให้กับผู้ชมในวงที่กว้างขึ้น”
ฮอลลีวูดมีประวัติที่ไม่ค่อยดีนักเมื่อกล่าวถึงการวางบทบาทของตะวันออกกลางลงบนจอภาพยนตร์

นักวิจารณ์กล่าวว่า บริษัทผลิตภาพยนตร์ในลอสแองเจลิสมักจะสร้างทัศนคติแบบเหมารวมให้ชาวอาหรับเป็นมหาเศรษฐี, เป็นมือระเบิด หรือนักเต้นระบำหน้าท้อง บ่อยจนเกินไป

มาซิน กุมซีเยห์ ผู้อำนวยการด้านสื่อสารมวลชนสัมพันธ์ของคณะกรรมการต่อต้านการเลือกปฏิบัติอาหรับอเมริกัน ได้กล่าวถึง “โรคสามบทบาท” นี้ในงานศึกษาของเขาเรื่อง “100 Years of Anti-Arab and Anti-Muslim stereotyping”

ผู้กำกับ Sut Jhally ขุ่นเคืองใจกับการสร้างภาพที่ชั่วร้ายเกี่ยวกับชีคและมือระเบิดพลีชีพ จนเขาได้ทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นในปี 2006 ชื่อเรื่อง “Reel Bad Arabs : How Hollywook Vilifies a People”

https://www.youtube.com/watch?v=aKD3CnPJNOE

ตัวอย่างของบทบาทแข็งทื่อเหล่านั้นได้แก่ ภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์เรื่อง ‘Homeland’ และ ‘24’ ซึ่งเป็นเรื่องราวของสายลับตะวันตกที่ต่อสู้กับนักรบจากตะวันออกกลาง

‘The Prophet’ ซึ่งได้ฉายในงานภาพยนตร์ทั่วโลกและในโรงภาพยนตร์ในเลบานอนและตะวันออกกลางแล้วนี้ ทำให้ผู้ชมได้มองเห็นด้านที่อ่อนหวานของชีวิตชาวอาหรับ

ท้องเรื่องอยู่ในหมู่บ้านริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแห่งหนึ่ง บอกเล่าเรื่องราวของคามิล่า (ให้เสียงโดยซัลมา ฮาเยก) ที่มาทำความสะอาดบ้านให้กับกวีพลัดถิ่นที่ชื่อมุสตอฟา (เลียม นีสัน) และเลี้ยงลูกสาวแสนซนของเธอ อัลมิตรา (ควีเวนซาเน่ วอลลิส)

การเดินทางของทั้งสามคน และความอยากกลับบ้านของมุสตาฟา ไหลผ่านฝีมือการเขียนบทกวีแห่งความรัก การทำงาน เสรีภาพ และการแต่งงาน ของคาลิล ยิบราน และสนับสนุนด้วยท่วงทำนองเซลโล่ของ Yo-Yo Ma และนักดนตรีคนอื่นๆ

ภาพยนตร์เรื่องนี้แบ่งออกเป็นตอนๆ โดยแต่ละตอนกำกับโดยผู้กำกับคนหนึ่ง

หนึ่งในนั้นคือมุฮัมมัด ซาอีด ฮาริบ ผู้สร้างเรื่อง ‘Freej’ รายการการ์ตูนสามมิติจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ถูกนำไปเปรียบเทียบว่าเหมือนกับเรื่อง ‘The Simpsons’

ฮัยซัม นัสร์ โปรดิวเซอร์ชาวเลบานอนของภาพยนตร์เรื่องนี้บอกว่า ‘The Prophet’ สร้างขึ้นโดยปราศจากแรงกระตุ้นทางการเมืองอย่างชัดเจน

“เราไม่ได้สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่ที่มีอะไรนำเสนอมากกว่าที่เห็นใน ‘24’ และ ‘Homeland’” เขาบอกกับ MEE

“สำหรับผม มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น มันเป็นการนำเอาผลงานและความสำเร็จของยิบรานออกมาสู่จอภาพยนตร์ และทำให้ประชาชนรุ่นใหม่ได้เห็นงานเขียนและคำสอนที่เป็นแรงบันดาลใจของเขา”

ยิบราน เป็นชาวคาทอลิกที่อพยพมาสหรัฐฯ พร้อมกับครอบครัวของเขาเมื่ออายุ 12 ปี เขาได้รับการยกย่องถึงบุคลิกลักษณะทางจิตใจที่ไม่ตัดสินตีค่าใคร และเข้าได้ทั้งกับศาสนายิว, คริสต์, อิสลาม และลัทธิโลกวิสัย

“ในยุคปัจจุบันที่มีปัญหาต่างๆ เช่น รัฐอิสลามนี้ ทุกคนมีความเชื่อทั้งหมดเหล่านี้อยู่บนพื้นฐานของศาสนา” นัสร์กล่าว
“หนึ่งในสิ่งที่ยิบรานกล่าวไว้คือ ‘น่าสงสารประชาชนที่เต็มไปด้วยความเชื่อ แต่ว่างเปล่าในศาสนา’”

หนังสือเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ในปี 1923 และไม่เคยหยุดพิมพ์ มันถูกแปลออกเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 50 ภาษา และปักหลักอยู่บนรายชื่อหนังสือขายดีที่สุดทั่วโลก และคิดว่าถูกขายไปแล้วหลายสิบล้านเล่ม

แม้จะไม่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการตะวันตก แต่นักวิชาการอาหรับต่างพิศวงในความสามารถของยิบราน และหนังสือเล่มนี้ก็มีแฟนมากพอกับวงเดอะบีเทิล, อินทิรา คานธี และจอห์น เอฟ เคเนดี้ รวมทั้งตำนานแห่งฮิปปี้ทั้งหลายจากยุค 1960s

ซัลมา ฮาเยก ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ด้วย ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เพราะความทรงจำเกี่ยวกับคุณปู่ของเธอที่เป็นชาวเลบานอน ซึ่งเธอบอกว่าท่านเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้ข้างเตียงเลยทีเดียว

“ฉันได้รู้จักคุณปู่ของฉันผ่านหนังสือเล่มนี้” เธอบอกกับนักข่าวในเบรุตเมื่อเดือนเมษายน

“โดยผ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันได้รับคำสอนจากคุณปู่ของฉันเกี่ยวกับชีวิต สำหรับฉันแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้คือจดหมายรักถึงพื้นเพของฉัน”

ฮาเยกกำลังติดพันกับภูมิภาคนี้ ภาพยนตร์แนวทริลเลอร์ของเธอที่กำลังจะฉายเรื่อง ‘Septembers of Shiraz’ เธอแสดงคู่กับเอเดรียน โบรดี้ ในบทบาทหัวหน้าของครอบครัวที่กำลังแตกแยกในช่วงเริ่มต้นของการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านในปี 1979

“หนึ่งในเหตุผลที่เราตัดสินใจทำออกมาเป็นรูปแบบของภาพเคลื่อนไหว(การ์ตูนแอนิเมชั่น) ก็เพราะการแปลบทออกมาเป็นบทภาพยนตร์ให้กับนักแสดงนั้นเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง” นัสร์บอกกับ MEE

“ในภาพยนตร์แอนิเมชั่น คุณสามารถพาคนเข้าหรือออกจากโลกต่างๆ ได้ โดยที่มีผลงานเขียนหรือคำพูดขึ้นอยู่บนฉากหลัง ทำให้มันมีพลังมากยิ่งขึ้น”

โรเจอร์ อัลเลอร์ ผู้กำกับหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งได้ประเดิมผลงานการกำกับครั้งแรกของเขาด้วยเรื่อง ‘The Lion King’ ได้รับแรงบันดาลใจในการถ่ายทอด “บทกวีและความหมายล้ำลึก” ของหนังสือเล่มนี้ออกมา เขาเขียนในอีเมล์ที่ส่งถึง MEE ว่า

“บทบาทของผมคือการสร้างเนื้อเรื่องที่กว้างขึ้นจากเรื่องบางๆ ของยิบราน และทำให้ตัวบทกวีของเขากลับมาไหลเลื่อนไปกับมัน” เขากล่าว

“ผมทำอย่างนั้นด้วยความนับถือที่มีต่อปรัชญาของยิบราน และด้วยความปรารถนาของเขาที่จะรวมประชาชนจากศาสนาและภูมิหลังที่แตกต่างกันทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวกัน”

 

แปลจาก : http://www.middleeasteye.net/in-depth/features/finally-sweeter-side-arab-life-hollywood-movie-1800003545