มีหรือไม่มีข้อตกลงนิวเคลียร์? นั่นคือคำถาม

497
(ภาพ) นายจาวาด ซาริฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน(ขวา) และนายอาลี อัคบาร์ ซาลีฮี หัวหน้าองค์การพลังงานปรมาณิหร่าน พูดคุยกันขณะที่สมาชิกคนอื่นๆ ของคณะร่วมรับฟัง ภายหลังการประชุมกับนายจอห์น เคอร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่โรงแรม Beau Rivage Palace ในเมืองโลซาน

ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมใหม่ (นีโอคอน) กำลังดำเนินการเพื่อทำลายข้อตกลงนิวเคลียร์ชั่วคราวของอิหร่าน ประธานาธิบดีโอบาม่าของสหรัฐฯ จะต้องปรับปรุงนโยบายของอเมริกาเสียใหม่ หรือไม่ก็ยอมแพ้ต่อการหว่านล้อมของอิสราเอลและความหวาดระแวงกลัวมุสลิมชีอะฮ์ของซาอุดิอารเบีย

ถ้าหลายเดือนแห่งการรวมตัวกันทางการเมืองอย่างเหนียวแน่นจะได้ข้อสรุปเมื่อต้นเดือนเมษายนนี้ด้วยการยืนยันว่า อิหร่านและกลุ่มประเทศ P5+1 ได้บรรลุกรอบข้อตกลงชั่วคราวเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นข้อโต้เถียงกันมากที่สุดในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมา เรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน ปรากฏว่าความผ่อนคลายทางการทูตเช่นนั้นอาจจะเป็นการเริ่มต้นนำสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่อันตราย

ถ้าจะมีความพยายามในการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่จำเป็นจะต้องเป็นหัวข้อหลักของการถกเถียงกันในเวทีระดับนานาชาติแล้ว การที่อิสราเอลจะใช้สงครามนีโอคอนกับสาธารณรัฐอิสลามก็เสี่ยงที่จะผลักดันโลกเข้าสู่ความขัดแย้งที่ยืดยาวอีกครั้งหนึ่ง เป็นความขัดแย้งทั่วโลก

ด้วยไฟสงครามที่กำลังลุกโชนอยู่ในภูมิภาค MENA หรือ ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ การล้มลงของโดมิโน่อีกตัวหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่มากเกินกว่าที่โลกจะรับได้ จากจุดยืนทางภูมิยุทธศาสตร์ที่จะทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้กับนักค้าสงครามตัวยงจากเทลอาวีฟ มีแนวโน้มที่จะบีบให้มหาอำนาจตะวันตกและพันธมิตรชาติอาหรับของเขาใช้กำลังทางทหารมากเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือไหว ต้องไม่ลืมว่าสหรัฐฯ ได้ใช้กองทหารและทรัพยากรไปแล้วในอัฟกานิสถาน, ลิเบีย, ปากีสถาน, เยเมน, ซีเรีย, อิรัก และยูเครน อเมริกาที่ยิ่งใหญ่จะสามารถแผ่ออกไปได้จริงๆ อีกไกลแค่ไหน?

ไม่ว่าสหรัฐฯ จะคิดว่าตนเองมีความยิ่งใหญ่แค่ไหน และไม่ว่าสหรัฐฯ จะคิดว่าพันธมิตรของตนมีความแข็งแกร่งปานใดก็ตาม วอชิงตันก็ยังไม่ชนะสงคราม การอ้างชัยชนะอย่างที่จอร์จ ดับเบิลยู บุชเคยทำในอิรักเมื่อ 1 พฤษภาคม 2003 ก็ไม่ได้ทำให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ และแม้ว่าอเมริกาจะมีความสุขกับแสงสุกใสแห่งอำนาจทางทหารของตนที่มีเหนือ “ศัตรูชาวอิรัก” แต่ความสุขของมันก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ เมื่อความเป็นจริงเข้ามาเคาะประตูอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าการเริ่มต้นสงครามดูเหมือนจะเป็นงานที่ง่ายพอสำหรับนีโอคอนอเมริกา แต่ที่จริงแล้ว ศิลปะแห่งสันติวิธีต่างหากที่ชาติกระหายสงครามนี้ทำไม่สำเร็จมาจนถึงขณะนี้

แต่กลับไปที่เรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน

เป็นความประหลาดใจของพวกขี้ระแวงทั้งหลาย อิหร่านและกลุ่มประเทศ P5+1 ได้บรรลุข้อตกลงหนึ่งแล้ว เป็นข้อตกลงที่พิสูจน์ให้เห็นจริงตามที่ผู้เชี่ยวชาญได้ยืนยันไว้ว่า เตหะรานสนใจวิธีทางการทูตมากกว่าที่พวกชอบใส่ร้ายให้ความเชื่อถือ ความยินยอมของอิหร่านได้พิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่อิหร่านที่จะมีส่วนร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ และบูรณาการกลับไปสู่การเมืองระหว่างประเทศสายหลัก

ดังที่กาเรธ พอร์เตอร์ ได้เขียนไว้ในรายงานของ Counter Punch เดือนเมษายนนี้ว่า “กรอบข้อตกลงที่ได้บรรลุกันเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (2 เมษายน 2015) ทำให้ P5+1 ได้ข้อจำกัดเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างชัดเจน ที่น่าจะทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจได้ยกเว้นฝ่ายตรงข้ามทางการทูตที่ก้าวร้าวมากที่สุด”

และถึงแม้ว่าอิหร่านจะให้ความมั่นใจทุกอย่างแล้วว่ารัฐบาลของตนจะไม่พยายามใช้โครงการนิวเคลียร์ไปในการผลิตอาวุธ แต่การยินยอมมากเท่าไหร่ก็ยังไม่เพียงพอหรือไม่ชัดเจนพอที่จะระงับความหวาดกลัวของวอชิงตันที่มีต่อ “ซาตานตัวใหญ่” ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าซาอุดี้ฯ และอิสราเอลพูดอะไรในเรื่องนั้น

ขณะที่หมึกของกรองข้อตกลงนิวเคลียร์นี้ยังรอให้แห้งอยู่ ทั้งนักหว่านล้อมอิสราเอลผู้ทรงอิทธิพล และปีโตรดอลล่าร์ของอัล-ซาอูด ยังคงทำงานอย่างหนักต่อไป ด้วยการบอกกับโลกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเป็นความหายนะขนาดไหน

ด้วยการไปเยือนสภาคองเกรสของสหรัฐฯ หนึ่งครั้ง และถ้อยคำที่เลือกสรรแล้วไม่กี่คำที่ใช้กับศัตรูตัวฉกาจน์ของมัน ดูเหมือนว่าอิสราเอลจะพึงพอใจที่ได้ขันประแจเข้าไปในข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ยังไม่มีการวางหลักเกณฑ์และการลงนามเลย
ขณะที่นายยูวาล สไตนิตซ์ รัฐมนตรีข่าวกรองและยุทธศาสตร์ของอิสราเอล ได้บอกกับชาวโลกเมื่อ 6 เมษายนว่า อิสราเอลจะพยายามโน้มน้าวให้ P5+1 “ไม่ลงนามในข้อตกลงชั่วร้ายนี้ หรืออย่างน้อยก็จะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขมัน”
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลก็สะท้อนเสียงของรัฐมนตรีของเขาเช่นกัน โดยตัดสินใจว่า ในเมื่ออิหร่านแสดงตัวเป็นภัยคุกคามต่อการมีอยู่ของอิสราเอล อเมริกาก็น่าจะเลิกใช้วิธีทางการทูตทั้งหมดและหันมาลั่นกลองรบแทน และเราไม่ต้องการจะรู้จริงๆ ว่าทำไม แค่รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้น ถ้าหากการชักจูงของเนทันยาฮูไม่ได้โน้มน้าวจิตใจที่ว่างเปล่าของคุณให้เชื่อในความชั่วร้ายของอิหร่านในปี 2012 ก็ไม่มีอะไรจะทำได้แล้ว

ขณะเดียวกันกับที่นักหว่านล้อมของอิสราเอลบุกผ่านห้องทำงานรูปไข่ ต้อนประธานาธิบดีบารัก โอบาม่าของสหรัฐฯ เข้ามุมเพื่อไม่ให้ใช้อำนาจในสภาคองเกรส ซาอุดิอารเบียก็ได้ประกาศสงครามกับเยเมน เพิ่มความซับซ้อนเข้ามาอีกชั้นหนึ่งในตาข่ายความยุ่งยากของพันธมิตรที่ยิ่งกว่าขัดแย้งกันในตะวันออกกลาง จึงเป็นการถักบ่วงอันตรายพันรอบคอของสันติภาพ

ที่น่าสนใจก็คือ ถ้าสงครามไม่ต้องการการกำกับดูแลจากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก็สามารถมั่นใจได้เลยว่าสันติภาพจะต้องเกิดขึ้น

เมื่อติดอยู่ระหว่างโขดหินที่บ้านกับพื้นที่ยากลำบากในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีโอบาม่าของสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างหนัก ซึ่งเป็นภาวะที่จะไม่ได้กำหนดตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา แต่กำหนดมรดกของเขา

ถ้าหากความตึงเครียดล่าสุดระหว่างประธานาธิบดีโอบาม่ากับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเป็นตัวบ่งชี้ เราคงจะได้เห็นว่าสูทเสื้อเกราะของนักหว่านล้อมอิสราเอลไม่ได้หนาและมีศักยภาพอย่างที่มันน่าจะเป็น หรือบางที มันแค่ทำให้อเมริกาหมดความอดทน พันธมิตรและผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิสราเอล มหาอำนาจที่ดำเนินการอย่างจริงจังและเกือบจะแต่เพียงผู้เดียวเพื่อให้รัฐยิวได้เกิดขึ้น และช่วยให้มันรอดพ้นจากมรสุมต่างๆ มาตั้งแต่แรกถือกำเนิดขึ้นในปี 1948 ออกเสียงคัดค้าน(วีโต้) มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อจำเป็น ให้การสนับสนุนทางการทหารและเศรษฐกิจเมื่อจำเป็น แสดงบทผู้ชนะทางการเมืองเมื่อจำเป็น อาจจะออกจากสนามไป

ถ้าอิสราเอลและวาระต่างประเทศของซาอุดิอารเบียจะยืนอยู่ในแนวที่สมบูรณ์แบบอยู่ตอนนี้ ความเดือดดาลของพวกเขาไม่ได้มุ่งมายังกันและกัน แต่มุ่งไปที่อิหร่าน ความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคและผลประโยชน์ทางภูมิยุทธศาสตร์ที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วได้บีบให้สหรัฐฯ ต้องประเมินท่าทีของตนใหม่กับอิหร่านและเสี้ยวที่ลึกลับของชีอะฮ์ที่โลกต้องคอยเฝ้าดูโดยไม่เข้าใจนักว่าทำไม

ในคำพูดของเจ้าหน้าที่ของเนทันยาฮูเอง เราต้องเชื่อว่าอิสลามสายสุโต่ง การตีความศาสนาอิสลามแบบขัดแย้งและบิดเบือน ซึ่งได้วางตัวอยู่ในขบวนการวะฮาบีของซาอุดิอารเบีย ยังเป็นที่ชื่นชอบมากกว่าการมองเห็นอิหร่านมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในโลกอาหรับ ในเดือนกันยายน 2013 ทูตอสราเอลประจำสหรัฐฯ ไมเคิล โอเรน บอกกับหนังสือพิมพ์เยรูซาเล็มโพสต์ว่า อิสราเอลชอบกลุ่มซุนนีหัวรุนแรงมากกว่าอัสซาดและชีอะฮ์ “อันตรายร้ายแรงที่สุดต่ออิสราเอลก็คือเส้นโค้งทางยุทธศาสตร์(ชีอะฮ์) ที่แผ่ขยายมาจากเตหะราน ไปถึงดามัสกัส จนถึงเบรุต และเราเห็นว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นเสมือนหินหลักในเส้นโค้งนั้น” โอเรนกล่าวในการให้สัมภาษณ์

“เราต้องการมาตลอดคือให้บะชัร อัสซาด ออกไป เราชอบคนเลวที่อิหร่านไม่ได้หนุนหลังมากกว่าคนเลวที่อิหร่านหนุนหลัง” เขาบอกว่า แม้กระทั่ง “คนเลว” เหล่านั้นจะมีความสัมพันธ์กับอัล-กออิดะฮ์

ที่จริงแล้วซาอุดิอารเบียเลือกที่จะกินเท้าของตัวเองมากกว่าที่จะยอมให้อิหร่านที่ชั่วร้ายกลับมามีที่ยืนในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันหมายถึงการยับยั้งอำนาจในการเรียกร้องการปฏิรูปประชาธิปไตยในประเทศอ่าวที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ บาห์เรนถือเป็นเรือธงสำหรับความปรารถนาการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น

ทำไม ในเมื่อคุณสามารถทำสงครามไร้สติเพื่ออ้างสิทธิ์อำนาจปกครองของคุณได้?

ข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นมากกว่าแค่ข้อตกลงนิวเคลียร์ ถ้ามีการลงนาม ข้อตกลงนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการเป็นพันธมิตรในวงกว้าง เป็นเวลาที่สหรัฐฯ เลือกที่จะเห็นแก่ประโยชน์ของชาติตนมากกว่าของเทลอาวีฟและมากกว่าเงินหลายพันล้านของริยาด ในเมื่ออิสราเอลข่มสหรัฐฯ มานานหลายสิบปี และซาอุดิอารเบียก็ซื้อนโยบายของตนมาหลายทศวรรษ

เมื่อไม่มีอะไรเหลือให้สูญเสียอีกแล้วนอกจากชื่อเสียงที่ดีงามและมรดกของเขา ประธานาธิบดีโอบาม่าก็สามารถที่จะเป็นผู้ฝ่าวงล้อมที่ทำลายตัวเอง และบูรณาการนโยบายต่างประเทศของอเมริกาเสียใหม่

และมันไม่ใช่ความคิดพ้อฝันที่จะทำให้อเมริกาเกิดเข้าใจเพื่อที่จะสร้างสันติภาพกับอิหร่าน ในด้านเศรษฐกิจ, ด้านการเมือง และในด้านความมั่นคงทางพลังงานและการต่อต้านการก่อการร้ายนั้น อิหร่านสามารถที่จะเป็นพันธมิตรที่มีประโยชน์และมีศักยภาพมากกว่าซาอุดิอารเบีย ต้องไม่ลืมว่า รอยนิ้วมือของริยาดมีอยู่บนอัล-กออิดะฮ์, ไอซิซ และการก่อการร้ายใดก็ตามที่พวกหัวรุนแรงได้สร้างไว้ในสมัยนั้น วอชิงตันอาจต้องการพิจารณาพันธมิตรอีกชาติหนึ่งในการต่อสู้กับกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง

เรื่องของเรื่องก็คือ อเมริกาต้องการความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มันจำเป็นต้องมีในตอนนี้ก็คือการควบคุมความกล้าหาญแห่งความปรารถนาของตน

อเมริกาคือมหาอำนาจที่กำลังหมดความสามารถ และที่สำคัญกว่านั้นคือกำลังหมดจุดยืนในโลกนี้ ข้อยกเว้นพิเศษของอเมริกาอยู่บนขาข้างสุดท้ายของมัน ความสองมาตรฐานที่มากเกินไป, ความไม่ลงรอยในหมู่พันธมิตรที่มากเกินไป, การพูดบิดเบือนมากเกินไป และการพูดสองแง่มากเกินไป อเมริกาจำเป็นต้องมีข้อตกลง

และแม้ว่าเส้นตายเดือนกรกฎาคมจะดูเหมือนว่ายังห่างไกลอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสงครามในเยเมนได้เข้ามาดึงเชือกทางการทูตที่ขึงตึงอยู่แล้ว แต่การไม่ลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์คงจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่าความกวนใจจากอิสราเอลและซาอุดิอารเบีย

เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของการถกเถียงกัน ทำไมจึงไม่ขอให้อิสราเอลแสดงให้โลกเห็นถึงมารยาทในการปฏิบัติสิ่งที่มันพร่ำสอนเกี่ยวกับความโปร่งใสด้านนิวเคลียร์ นั่นคงจะเป็นข้อตกลงนิวเคลียร์แห่งศตวรรษเลยทีเดียว!

 

—-
By Catherine Shakdam for RT.
Source http://rt.com/op-edge/250589-nuclear-deal-iran-conflict-neocons/

แปล/เรียบเรียง กองบก.เอบีนิวส์ทูเดย์