เหตุใดจึงไม่มีใครพูดถึงอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล??

เนทันยาฮูต้องการจะพูดถึงความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ทำไมไม่มีใครพูดถึงคลังแสงที่ไม่เป็นความลับของอิสราเอลเลย?

6014

(ภาพ) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล แสดงภาพประกอบขณะที่เขาบรรยายถึงความกังวลต่อความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ระหว่างการกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติครั้งที่ 67 ที่สำนักงานใหญ่ของยูเอ็น


 

เมื่อเร็วๆนี้ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้ไปที่วอชิงตันดีซี และปรากฏตัวต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรส –ไม่ใช่สภาเนสเซ็ท (Knesset)- เพื่อกล่าวปราศรัยถึงอันตรายจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

เนทันยาฮูประกาศว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านก่อให้เกิดอันตรายอย่างชัดเจน และไม่ใช่แค่ต่อรัฐยิวที่เขาเป็นผู้นำเท่านั้น แต่เป็นอันตรายต่อภูมิภาคนี้ทั้งหมด รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย

“วุฒิสมาชิกจากเทลาวีฟ” โดยนัยผู้นี้ ได้เตือนสภาคองเกรสด้วยน้ำเสียงดุดันว่า ข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ที่วอชิงตันและเตหะรานกำลังแก้ไขร่วมกันเพื่อปัดเป่าสงครามระหว่างกันนั้นเป็นข้อตกลงที่เลวร้าย อันจะปล่อยให้อิหร่านเข้าใกล้การครอบครองระเบิดนิวเคลียร์อย่างไม่อาจยอมรับได้

จากการคิดคำนวณของเขา ด้วยโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตนิวเคลียร์ที่ข้อตกลงของวอชิงตันน่าจะยอมให้อิหร่านเก็บไว้นั้น เนทันยาฮูคาดว่าอิหร่านจะสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ภายในหนึ่งปีหรือน้อยกว่านั้น

“นี่เป็นข้อตกลงที่เลวร้าย เลวร้ายมากๆ” เนทันยาฮูขึ้นเสียงสูง “เราไม่มีมันเสียจะดีกว่า”

ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าใครคือ “เรา” ที่เนทันยาฮูอ้างถึง เมื่อเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันระดับหนึ่งระหว่างผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่ถึงกระนั้น สารที่นายกรัฐมนตรีพยายามจะสื่อออกไปนั้นจะง่ายต่อการทำความเข้าใจ : อิหร่านเป็นชาติที่ขี้โกงและโกหกจนไม่สามารถเชื่อถือได้เลยไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ”

 

ปัญหาสำคัญคาตา ที่ทุกฝ่ายเลี่ยงทำทีไม่รู้ไม่เห็น

NAHOST ATOM(ภาพ) ศูนย์เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์โซเรคของอิสราเอล ใกล้ศูนย์กลางเมืองยาฟเน่ของอิสราเอล


เนทันยาฮูไม่ได้กล่าวถึงเลย และในสื่อสหรัฐฯ ที่พูดถึงคำปราศรัยนี้เกือบทั้งหมดก็ไม่ได้ระบุถึงโครงการนิวเคลียร์ของอิสราเอลเองเลย ที่จริงแล้ว ถึงแม้ว่าอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลจะไม่ได้ถูกเปิดเผย และรัฐนี้ไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ แต่การครอบครองอาวุธเหล่านี้ของอิสราเอลก็เป็นความลับที่ “โจ่งแจ้ง” มาตั้งปี 1980 แล้ว เมื่อช่างเทคนิคนิวเคลียร์ระดับล่างของอิสราเอลที่ชื่อ มร์เดชัย วานูนู ได้ให้รายละเอียดของโครงการนี้แก่หนังสือพิมพ์อังกฤษฉบับหนึ่ง วานูนูถูกจับกุม ถูกพิจารณาคดีในศาลลับ และถูกตัดสินว่ากระทำความผิด เขาต้องถูกจำคุก 18 ปี โดยถูกขังเดี่ยว 11 ปี

สิ่งที่วานูนูเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางในวงการเจ้าหน้าที่มานานหลายปีและในปี 1987 กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ระบุว่า “ในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ อิสราเอลเป็นที่ที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องในด้านอาวุธนิวเคลียร์ฟิชชั่นประมาณปี 1955-1960” กระทรวงกลาโหมยังกล่าวต่อไปว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เชื่อว่าอิสราเอลกำลังดำเนินการเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อผลิตระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งปัจจุบันเชื่อกันว่ามีอยู่ในคลังแสงของอิสราเอล ถึงแม้ว่าการประมาณขนาดของรายการอาวุธของอิสราเอลจะมีหลากหลาย การคำนวณที่น้อยที่สุดอยู่ที่ 75 ชิ้น และสูงสุด 400 ชิ้น โดยที่ส่วนใหญ่แล้วระบุว่าอยู่ระหว่าง 100-200 หัวรบ

สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสต๊อกโฮล์ม ให้ตัวเลขประมาณการที่อาจจะดีที่สุด ซึ่งระบุว่าอิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ 80 ลูก และวัตถุดิบเพียงพอที่จะผลิตเพิ่มอีกมากมาย โดย 50 ลูกจาก 80 ลูกนั้น ถูกปรับใช้กับขีปนาวุธพิสัยกลาง Jericho II และอีก 30 ลูกที่เหลือคือระเบิดแรงโน้มถ่วงที่ขนส่งโดยเครื่องบิน ยังมีการคาดเดาว่าอาวุธบางส่วนของอิสราเอลอยู่ในทะเลบนเรือดำน้ำดอลฟินลำใหม่ของมัน ซึ่งหมายความว่า อิสราเอลไม่เพียงแค่มีอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังมีขีปนาวุธ เครื่องบินทิ้งระเบิด และเรือดำนำที่ใช้การอย่างเต็มที่ทั้งสามเหล่าทัพ กล่าวได้ว่า อิสราเอลไม่เพียงแต่มีกำลังรบนิวเคลียร์ที่ใหญ่เท่าหรือใหญ่กว่าของเกาหลีเหนือ ปากีสถาน หรืออินเดีย แต่เป็นกำลังรบที่อาจจะใกล้เคียงกับของสหราชอาจักร ในด้านของขนาดและความช่ำชอง

 

ประวัติเกี่ยวกับระเบิดของอิสราเอล

ขณะที่มีการถกเถียงกันในเรื่องขนาดของคลังแสงของอิสราเอลนั้น วิธีการที่อิสราเอลได้ระเบิดนี้มาในครั้งแรกเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว มันเริ่มต้นขึ้นไม่นานหลังจากเกิดรัฐอิสราเอล เดวิด เบน-กูเรียน ได้กำหนดภารกิจทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ประเทศของเขาด้วยการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ระเบิดในห้องใต้ดิน” ทางเลือกสุดท้ายที่จะช่วยป้องกันความพ่ายแพ้ต่อกองทัพอาหรับ เงินทุนที่รวบรวมจากต่างประเทศ รวมทั้งเงินช่วยเหลือจากชาวยิวที่มอบให้แก่รัฐอิสราเอล ถูกส่งให้แก่โครงการนี้ และนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของอิสราเอลได้รับคำสั่งให้หาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างชาติเกี่ยวกับวิธีการผลิตระเบิด

ความพยายามที่ดีที่สุดในเรื่องนี้เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลและฝรั่งเศส ทำให้นักวิทยาศาสตร์อิสราเอลสามารถเข้าถึงสถานที่ค้นคว้าวิจัยนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสได้ ความสัมพันธ์นี้ยังนำไปสู่การซื้ออาคารเตาปฏิกรณ์ไดโมนา อันที่จริง ในช่วงปลายสมัย 1950s ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคชาวฝรั่งเศสมากกว่า 2,500 คน ได้มาอยู่ที่ที่ตั้งเตาปฏิกรณ์แห่งนี้ และปฏิบัติงานอยู่หลังผ้าคลุมความลับที่แน่นหนาจนคนงานถูกห้ามไม่ให้เขียนจดหมายถึงญาติพี่น้องเพื่อไม่ให้บอกตำแหน่งที่อยู่ของพวกเขาออกไป เมื่อถูกตั้งคำถามจากอังกฤษและอเมริกา อิสราเอลอ้างว่าไดโมนาเป็นสถาบันค้นคว้าวิจัยทุ่งหญ้า หรือโรงงานแปรรูปแร่แมงกานีส อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ เข้ารับตำแหน่งในปี 1959 ความเป็นพันธมิตรด้านนิวเคลียร์ระหว่างฝรั่งเศสกับอิสราเอลเกิดเย็นชาลง แต่ไม่ก่อนที่อิสราเอลจะสามารถได้รับวัตถุดิบและความชำนาญอย่างเพียงพอในการเริ่มโครงการอาวุธของตัวเองได้อย่างอิสระเต็มที่

เพื่อประสบความสำเร็จ อิสราเอลจะต้องเอาชนะสิ่งที่อาจจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงที่สุดในการได้มาซึ่งอาวุธนิวเคลียร์ นั่นก็คือ สหรัฐฯ ต้องไม่ลืมว่าในปีแรกๆ ของสงครามเย็น อิสราเอลและสหรัฐฯ ไม่ได้มีความใกล้ชิดกันเหมือนที่เป็นอยู่ปัจจุบัน อิสราเอลถูกมองอย่างดีที่สุดก็ในฐานะเป็นตัวก่อความรำคาญ และเป็นตัวสนับสนุนทางการเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครท อย่างแฮร์รี่ ทรูแมน และในสมัยของดไวท์ ดี ไอเซ่นฮาวร์ สหรัฐฯ มักจะมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ ที่จริงแล้วไอเซ่นฮาวร์ไม่เพียงแต่คัดค้านการเข้าร่วมของอิสราเอลในวิกฤตกาลสุเอซปี 1956 แต่ยังบังคับให้อิสราเอล รวมทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ถอยออกไปจากการรุกรานอียิปต์

แม้จะไม่เคลือบแคลงสงสัยในประโยชน์ที่จะได้รับจากการเป็นพันธมิตรของอิสราเอลเท่าไอเซ่นฮาวร์ แต่จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ก็ยังเข้มงวดกวดขันกับอิสราเอลในเรื่องความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์เนื่องจากประสบการณ์ที่เขาได้รับในช่วงวิกฤตกาลขีปนาวุธของคิวบา เมื่อเห็นความจำเป็นที่จะต้องผลักดันเรื่องภัยคุกคามจากสงครามนิวเคลียร์หลังจากเกือบจะเรียกเช่นนั้นกับวิกฤตคิวบา เคนเนดี้ได้เสนอสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นแก่โลก และผลักดันให้ประเทศต่างๆ ลงนาม จากข้อบังคับต่างๆ ในสนธิสัญญาฉบับนี้ มีการตรวจตราอย่างจริงจังเพื่อให้แน่ใจว่า โรงงานนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์จะไม่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างอาวุธ

ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะรับรู้เกี่ยวกับโรงปฏิกรณ์ไดโมนาของอิสราเอลในปี 1958 เมื่อเที่ยวบิน U2 และการประเมินในพื้นที่สังเกตเห็นว่าอิสราเอลกำลังทำอะไรอยู่ การตรวจตราที่เคนเนดี้ถนัดได้เปิดเผยว่าอิสราเอลกำลังทำอะไรอยู่ ในที่สุดอิสราเอลยอมให้ผู้สังเกตการณ์เข้ามา แต่ปรากฏว่าการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของสหรัฐฯ ได้เข้าไปสัมผัสและทดสอบโรงปฏิกรณ์ไดโมนาเป็นเรื่องละครตบตา ทีมของอเมริกาเป็นผู้นำหน้าในเกือบจะทุกด้านโดยการใช้กลเม็ดที่ผู้ตรวจสอบอาวุธของยูเย็นในขณะนั้นต้องยอมรับเป็นความพยายามที่ทำให้มึนงง รบกวนใจ และฉ้อโกง

 

การยอมรับระเบิดของอิสราเอล

เนื้อร้องและจังหวะเต้นนี้ดำเนินต่อไปกับคณะบริหารที่เหลือของเคนเนดี้ จนกระทั่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของลินดอน จอห์นสัน ผู้สนับสนุนอิสราเอลตัวยง เขาก็เหมือนกับทรูแมน ที่ใช้การสนับสนุนอิสราเอลมาเป็นเครื่องค้ำจุนทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมอสโครุกล้ำเข้ามาในอียิปต์และซีเรีย และมีท่าทีว่าจะเกิดสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอลมากยิ่งขึ้น สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกอื่นๆ ตัดสินใจที่จะมองไปอีกด้านหนึ่ง และยินยอมให้อิสราเอลสร้างระเบิดของตนขึ้นมา เมื่อถึงปี 1967 ก่อนจะเริ่มต้นสงครามหกวัน มีความเชื่อกันว่าการยินยอมให้อิสราเอลสะสมวัสดุฟิซไซล์อย่างลับๆ จนเพียงพอที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ดิบขึ้นมาก่อนที่จะเกิดสงครามในวันที่ 5 มิถุนายนปีนั้น

ถึงแม้ว่าชัยชนะของอิสราเอลในสงครามครั้งนั้นจะรับประกันว่าระเบิดของมันจะไม่ถูกนำมาใช้ แต่ความกลัวว่าจะเกิดการเผชิญหน้ากับอีกระหว่างอิสราเอลกับศัตรู ทำให้อิสราเอลเดินหน้าโครงการเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมากให้เร็วที่สุด อุปสรรคใหญ่ที่สุดในการเพิ่มขนาดคลังแสงของอิสราเอลได้ผ่านพ้นไปในปี 1968 โดยผ่านปฏิบัติการที่กล้าหาญในการขโมยยูเรเนียมเข้มข้น (เค้กเหลือง) มากถึง 200 ตัน จากบริษัทเหมืองแร่เบลเยี่ยมแห่งหนึ่ง ที่มอสสาดใช้ปฏิบัติการที่ซับซ้อน ส่งมาจากเมืองแอนท์เวิร์ปไปยังเจนัว แล้วส่งต่อไปยังอิสราเอล

อันที่จริงแล้ว ชาวเบลเยียมไม่ใช่ผู้เดียวที่ถูกขโมย ในบันทึกเกี่ยวกับกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิสราเอลที่เฮนรี่ คิสซิงเจอร์จัดเตรียมให้แก่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน คิสซิงเจอร์ระบุว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิสราเอล “เป็นโครงการที่อิสราเอลหลอกลวงมาโดยตลอด และอาจจะขโมยไปจากเรา” ในปี 1976 คาร์ล ดักเก็ตต์ รองผู้อำนวยการซีไอเอ แจ้งต่อคณะกรรมการควบคุมนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ว่า ซีไอเอสงสัยว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงประมาณ 200-600 ปอนด์ ถูกอิสราเอลขโมยไปจากโรงงานแปรรูปของบริษัทนิวเคลียร์ แมทีเรียลส์ แอนด์ อีควิปเมนท์ คอร์โปเรชั่น ในเพนซิลวาเนีย

ในที่สุด ด้วยการยอมรับความล้มเหลวของตัวเอง ทำเนียบขาวภายใต้การนำของจอห์นสัน และต่อมานิกสัน ได้สร้างระบอบการปกครองแห่งการโกหกอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอิสราเอลด้วยการทำให้อิสราเอลสัญญาว่าจะเป็นชาติแรกที่ “ไม่นำเข้า” อาวุธนิวเคลียร์มาในตะวันออกกลาง ซึ่งอิสราเอลตกลงว่าจะไม่ทดสอบอาวุธอย่างเป็นทางการ และไม่ระบุอย่างเป็นทางการว่ามีอาวุธเหล่านั้นไว้ในครอบครอง ความปรองดองกันครั้งนี้เป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล เมื่อนิกสันได้พบกับโกลดา เมอีร์ หลังการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในสงครามโยม คิปปูร์ ซึ่งมันอาจถูกบีบด้วยสถานการณ์ล่อแหลมของอิสราเอล และคำขู่ของอิสราเอลว่าจะใช้ระเบิดเพื่อป้องกันความพ่ายแพ้ในสมรภูมิ

 

คนขี้โกงก็คือคนขี้โกงอยู่วันยังค่ำ

“ในบริบทของสงครามเย็น ที่ซึ่งการกระทำของอิสราเอลต่อบริวารของโซเวียต อาจบีบให้มอสโคโต้ตอบกลับด้วยนิวเคลียร์ -อันเป็นการโต้ตอบที่จะนำไปสู่การปะทะกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้- ด้วยเหุตนี้เอง ทำให้อเมริกาลุกขึ้นปกป้องอิสราเอลอย่างเป็นที่สังเกตได้ เพื่อไม่ให้อิสราเอลถูกบีบให้ใช้อาวุธที่มีอยู่ อันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ลูกโซ่ขึ้น ซึ่งก็เกือบจะเกิดขึ้นจริงๆ ในปี 1973 สหรัฐฯอาจจะให้เอกสิทธิ์แก่ผลประโยชน์ของอิสราเอลอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในตะวันออกกลาง ที่แม้จะเป็นเช่นนี้แล้ว สหรัฐฯก็ยังไม่วายปล่อยให้ความไม่มั่นคงมีอยู่ต่อไปในภูมิภาคนี้พร้อมกับนิวเคลียร์ที่เก็บเป็นความลับตลอดระยะเวลาของความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับสหภาพโซเวียต

แต่ตรรกะเดียวกันนี้ยังมีอำนาจอยู่ไหมในปัจจุบันนี้? ที่แน่ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ ยังคงเย็นชา แต่ระดับความผูกมัดที่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของอเมริกาและรัสเซียมีต่อชะตากรรมของรัฐบริวารในตะวันออกกลางของตนนั้นมีน้อยกว่าที่เคยเป็นอยู่มาก นอกจากนั้น คำรับรองความมั่นคงของอเมริกาก็ให้ประโยชน์กับอเมริกาน้อยมาก การให้ความคุ้มครองต่ออิสราเอลเพื่อแลกเปลี่ยนกับการนิ่งเงียบเกี่ยวกับนิวเคลียร์ สหรัฐฯ ได้รับน้อยมาก แต่ความหัวแข็งของอิสราเอลในประเด็นที่เกี่ยวกับปาเลสไตน์ และแทบจะไม่ช่วยอะไรกับประเด็นสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาคเลย ที่จริงแล้ว การปกป้องอิสราเอลอย่างมากของอเมริกาทำให้สหรัฐฯ เป็นที่เกลียดชังอย่างกว้างขวางในภูมิภาคนี้ ดังนั้น สัมพันธมิตรของสหรัฐฯ กับอิสราเอลจึงเป็นเหมือนถนนทางเดียวที่อเมริกาได้รับผลประโยชน์น้อยมาก

ดังนั้น เมื่อคุณเปิดข่าวมาเห็นเนทันยาฮูพูดถึงอันตรายของข้อตกลงที่เลวร้าย และภัยคุกคามจากรัฐนิวเคลียร์ที่ขี้โกง ก็ขอให้เข้าใจว่าเขารู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร ท้ายที่สุด ประเทศของเขามีประสบการณ์ในการหลอกลวงผู้สังเกตการณ์ และการโกหกต่ออเมริกาเกี่ยวกับเจตนารมณ์ด้านนิวเคลียร์ และอิสราเอลยังได้ขโมยวัสดุนิวเคลียร์และฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศมากมายเพื่อสร้างห้องทดลองและคลังแสงเก็บอาวุธนิวเคลียร์ลับขึ้น ถ้าเรื่องที่ปรากฏออกมาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1973 เป็นสิ่งที่ถูกต้อง อิสราเอลถึงกับขู่ว่าจะใช้นิวเคลียร์เพื่อให้ได้ตามใจ ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ บางคนอาจจะสงสัยว่า อิสราเอลจะไม่สอนบทเรียนแก่อิหร่านเกี่ยวกับศิลปะการปกครองประเทศในด้านนี้โดยเฉพาะสักบทสองบทหรือ!!

 

———

By
แปล/เรียบเรียง กองบก.เอบีนิวส์ทูเดย์