’เมาลิดุนบี’ ร่วมกันรำลึกและสรรเสริญศาสดาแห่งมนุษยชาติ (คำบรรยายของ ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี)

คำบรรยายของฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี ประธานมูลนิธิอัลมะฮ์ดี ประเทศไทย เนื่องในวาระครบรอบวันประสูติของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซล) และท่านอิมามญะอ์ฟัร อัศศอดิก (อ) ณ. มัสยิดรูฮุลลอฮ์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2558 ซึ่งตรงกับคํ่าคืนที่ 17 รอบีอุลเอาวัล ฮ.ศ.1437

2680

เดือนเมาลิดุนบี เป็นเดือนแห่งการถือกำเนิดของศาสดามุฮัมมัด ที่นำมาซึ่งความเมตตาทุกประเภทให้กับมวลมนุษยชาติ และคืนประสูติของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซล) เป็นค่ำคืนแห่งศิริมงคล ค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่

มุฮัมมัด (ซล) เป็นศาสดาที่ได้ถูกสัญญาเอาไว้ ตั้งแต่ยังไม่ได้สร้างสรรพสิ่งและโลกทั้งผอง ทุกศาสนิกชนรอคอยการปรากฏตัวของท่าน ถูกทำนายเอาไว้ในทุกๆ ศาสนาที่มีรากฐานเดิมที่เป็นศาสนาที่ถูกประทานมาจากฟากฟ้า และหลังจากการปรากฏของศาสดาท่านนี้แล้ว ทุกแนวคิด ทุกอุดมการณ์ และทุกลัทธิก็จะต้องล่มสลายและยอมรับในหลักคำสอนของท่านศาสดามุฮัมมัด(ซล)

ขณะที่ท่านอิมามญะอ์ฟัร (อ) ก็เป็นที่ถูกยอมรับของพี่น้องชาวอะห์ลิซซุนนะฮ์ ท่านเป็นอาจารย์ของอิมามทั้ง 4 มัศฮับ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอิมามมาลิกกับอิมามฮานาฟี ที่ได้เรียนรู้โดยตรงกับท่านอิมามญะอ์ฟัร (อ)

บรรดาอิมามแห่งสี่มัศฮับอะห์ลิซซุนนะฮ์ ได้ประกาศถึงบุคลิกภาพอันยิ่งใหญ่ของท่านอิมามศอดิก(อ) โดยที่อิมามฮานาฟี ซึ่งเป็นปฐมอิมามของพี่น้องชาวอะห์ลิซซุนนะฮ์ กล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะ 2 ปีที่ฉันได้เรียนกับญะอ์ฟัร อัศศอดิกแล้ว นุอ์มาน (ฉัน) ก็จะต้องพบกับความพินาศในเรื่องของความรู้อย่างแน่นอน ”

 

อิมามโคมัยนี (รฎ) กับความสำคัญของเอกภาพระหว่างพี่น้องมุสลิม

แม้ว่าในรายงานที่เกี่ยวข้องกับวันประสูติของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซล) ระหว่างพี่น้องชีอะห์และซุนนีจะมีความแตกต่างกัน คือ ทัศนะของพี่น้องอะห์ลิลซุนนะห์ ถือว่า ท่านศาสดาถือกำเนิดในวันที่ 12 รอบิอุลเอาวัล ส่วนในสายธารแห่งอิมามมียะฮ์ ถือ กำเนิดในวันที่ 17 รอบิอุลเอาวัล แต่หลังจากการปฏิวัติอิสลามและสถาปนารัฐอิสลามในประเทศอิหร่านประสบความสำเร็จ ท่านอิมามโคมัยนี(รฎ)ก็ได้มีคำสั่งประกาศเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ ด้วยการรวม 2 รายงานแห่งความขัดแย้ง ประกาศให้ช่วงระหว่างวันที่ 12-17 คือ “สัปดาห์แห่งเอกภาพระหว่างมวลมุสลิม”

การประกาศสัปดาห์เอกภาพโดยท่านอิมามโคมัยนี(รฎ) เป็นความคิดที่ท้าทายเป็นอย่างมาก ทั้งฝ่ายชีอะฮ์ในเบื้องต้นก็มีกระแสต่อต้านพอสมควร โดยเฉพาะฝ่ายซุนนะฮ์ ที่คิดว่า มันเป็นสองเส้นขนานที่ไม่มีวันได้พบกัน !!!

 

ลัทธิแปลกปลอมในอิสลาม กับต่อต้านการจัดงานเมาลิดุนบี (รำลึกศาสดา)

เป็นระยะเวลา 200 กว่าปี ที่ลัทธิแปลกปลอมในอิสลาม ต้องการทำลายท่านศาสดามุฮัมมัด (ซล) โดยเฉพาะการจัดงานเมาลิดอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งแห่งการรำลึกถึงท่านศาสดา เพื่อให้ชื่อของท่านนบีมุฮัมมัด(ซล)นั้นหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ หรือพยายามที่จะเอาชื่อของท่านนบีมุฮัมมัด (ซล) นั้นออกจากศาสนาให้สำเร็จให้ได้

แนวคิดของอิสลามที่บนีอุมัยยะฮ์ได้สร้างขึ้นมานั้น ต้องการที่จะทำลายสิ่งเหล่านี้ มีหลักฐานในประวัติศาสตร์มากมายที่ได้ถูกบันทึกโดยนักวิชาการของพี่น้องชาวอะลิซซุนนะฮ์ บันทึกเอาไว้ว่า “วันหนึ่งเมื่อมุอาวียะฮ์บุตรของอบูซุฟยาน นั่งอยู่ในวังเขียวของเขา และได้ยินเสียงอะซานดังมาจากหออะซาน เมื่อถึงประโยค “ขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์(ซบ)” มุอาวียะฮ์รำพึงขึ้นมา โดยอุทานว่า “ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันยังทำไม่สำเร็จ” สาวกคนหนึ่งถามว่า หมายความว่าอย่างไร ?เขาตอบว่า “ฉันยังไม่สามารถเอาชื่อนี้ออกจากเสียงอะซานได้สำเร็จ”

การสานต่ออุดมการณ์ของมุอาวียะห์ ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะ ลัทธิวะฮาบี ซาลาฟี ตักฟีรี ที่มีกระบวนการที่แยบยลเป็นอย่างมาก โดยกล่าวหามุสลิมที่ไม่เห็นด้วยกับตนว่าเป็นกาฟิร (ผู้ปฏิเสธ) ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่น่าตกใจยิ่ง เช่น การจัดงานเมาลิดุนบีเป็นบิดอะฮ์ และเป็นกาฟิร โดยจะใช้ตรรกะวิบัติทั้งหมดในการที่จะต่อต้านอิสลามอันบริสุทธิ์ ต่อต้านอิสลามของท่านนบีมูฮัมมัด(ซล) ซึ่งการทำความเข้าใจในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรากฐานของคนเหล่านี้มาจากอิสลามแห่ง บนีอุมัยยะฮ์ที่ได้สร้างขึ้นมา

ในวันนั้น มุอาวียะฮ์ทำได้แค่อุทานขึ้นมา เมื่อได้ยินชื่อของท่านนบียังอยู่ในอะซาน แต่วันนี้เมื่อวะฮาบีได้ปกครองแผ่นดินฮิญาซหรือประเทศซาอุดิอาระเบียแล้ว คนที่อะซานแล้วทำการศอลาวาต ถูกสั่งให้ตัดคอ แล้วเราจะต่อสู้กับลัทธินี้อย่างไร ?

ตราบใดที่ยังยอมรับอิสลามของบนีอุมัยยะฮ์ และยอมรับว่ามุอาวียะฮ์บุตรของอบูซุฟยาน คือ อะมีรุลมุอ์มินีน มันก็หมดสิทธิ์ที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะอิสลามที่บนีอุมัยยะฮ์ได้สร้างมานั้น คือ อิสลามที่ลดบทบาทของท่านนบีมูฮัมมัด(ซล)

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง แบบฉบับของอิมามญะอ์ฟัร อัศศอดิก (อ)ได้ให้เกียรติและเคารพชื่อของท่านนบีมุฮัมมัด(ซล) เป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ชื่อของท่านนบีมูฮัมมัด (ซล) ถูกเอ่ยขึ้น สีหน้าของท่านจะเปลี่ยนไป เพราะตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของศาสดาองค์นี้ บางรายงานได้กล่าวว่า บางครั้งท่านจะเอามือของท่านตั้งบนศีรษะ แล้วก็ก้มลงคารวะ เมื่อได้ยินชื่อของท่านนบีมุฮัมมัด(ซล) แล้วก็พูดว่า มูฮัมมัด…มูฮัมมัด…มูฮัมมัด… และนั่นเป็นที่มาของการก้มโค้งคารวะ เมื่อเราเอ่ยชื่อท่านศาสดามุฮัมมัดและบรรดาอิมาม (อ)

แบบอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ? เกิดขึ้นเมื่อท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)ยังมีชีวิตอยู่หรือ ? แน่นอนคำตอบคือ เมื่อท่านนบีมูฮัมมัด(ซล)ได้จากโลกนี้ไปนับเป็นศตวรรษแล้ว โดยมีท่านอิมามญะอ์ฟัร ศอดิก(อ)เป็นผู้แสดงแบบฉบับอันนี้ !!!

ในประวัติศาสตร์ได้มีการบันทึกอย่างเป็นเอกฉันท์ เมื่อมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ มีอำนาจและราชวงศ์ซะอูดได้สถาปนารัฐโจรทะเลทรายขึ้นมาในแผ่นดินของท่านนบีแล้ว มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ได้เอาไม้เท้าของมันไปยืนที่หลุมศพของท่านนบี แล้วทิ่มไปที่หลุมศพ อีกทั้งมีการห้ามปรามคนไม่ให้ไปซิยารัตด้วย

ลัทธิวะฮาบี ถือว่า การซิยารัตเป็นการตั้งภาคี (ชีริก) พร้อมกับย้อนถามบรรดาพี่น้องมุสลิมที่มาเยี่ยมเยียน ว่ามาทำอะไร ? มาซิยารัตทำไม? มุฮัมมัดได้เสียชีวิตไปแล้ว ไม้เท้าที่อยู่ในมือของฉันยังมีประโยชน์เสียยิ่งกว่ามุฮัมมัดที่เสียชีวิตแล้วเสียอีก !!!

 

การต่อสู้ของสองแนวคิด ในการสนับสนุนและต่อต้านเมาลิดุนบี

แนวคิดลัทธิวะฮาบี ถือว่า ท่านนบีเสมือนบุรุษไปรษณีย์ ที่นำสาส์นแล้ว ก็ได้จากโลกนี้ไป แต่อีกแนวคิดหนึ่ง เชื่อว่า ท่านนบีมุฮัมมัด(ซล)ยังคงอยู่ กล่าวคือ แม้นว่าร่างของท่านจะถูกฝังและจากโลกนี้ไปแล้วก็ตามที แต่ความยิ่งใหญ่ของท่านยังคงอยู่นิรันดร์ การรำลึกถึงท่าน การพึ่งพายังท่านต้องคงอยู่ และนี่คือเป็นที่มาของการตะวัซซุล

ศัตรูของศาสนาได้ใช้สงครามตัวแทนในความพยายามที่จะทำลายบุคลิกภาพของท่านศาสดามุฮัมมัด(ซล) ว่า นั่นหมายถึง ลัทธิวะฮาบี ซาลาฟี ตักฟีรี ซึ่งบุคคลเหล่านี้คือตัวแทนของยิว ยาฮูดี และนัศรอนีในการทำลายบุคลิกภาพของท่านนบีมุฮัมมัด (ซล)

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง หลังการสถาปนารัฐอิสลามในอิหร่าน บุคลิกภาพและแนวคิดของท่านนบีมุฮัมมัด(ซล) ได้ถูกถ่ายทอดสู่โลกอิสลามอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ขบวนการต่อต้านอิสลามหรือกระบวนการต่อต้านท่านนบีมุฮัมมัด(ซล)เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและรุนแรงในยุโรป เริ่มจากหนังสือของซัลมาน รุชดี ตามด้วยหนังสือ การ์ตูนล้อเลียนท่านนบีมุฮัมมัด(ซล) และรูปแบบการทำลายอื่นๆอีกมากมาย

การดูหมิ่นดูแคลนท่านนบีมุฮัมมัด (ซล) ที่เกิดขึ้นในยุโรปนั้น ก็เพื่อที่จะทำลายจิตวิญญาณและความศรัทธาอย่างลึกซึ้งอันอมตะนิรันดรกาลที่มีอยู่ในหัวใจของมุสลิม ที่มีต่อท่านนบีมุฮัมมัด(ซล)

หากเลือดเนื้อและ จิตวิญญาณของเรายังคงมีการรำลึกถึงท่านศาสดาอยู่ ศัตรูจะไม่มีวันชนะมุสลิมเป็นอันขาด โดยเฉพาะพวกเราที่อยู่กับการกล่าวศอลาวาต สรรเสริญ และให้สลามแด่ท่านทั้งในนมาซ และนอกเหนือจากนมาซ ทั้งหมดเหล่านี้มันจะยิ่งเพิ่มความเข้มข้น และความรักในศาสนา ความรักในรอซูลุลลอฮ์ และบรรดาอิมามมากยิ่งขึ้น

และนี่คือเหตุผลที่บรรดาศัตรูมุ่งเป้าไปที่การทำลายร่องรอยของท่านนบีมุฮัมมัด(ซล)ในทุกรูปแบบ เช่น ยุคสมัยหนึ่งบรรดาคอลีฟะฮ์ของอิสลามทำการตัดต้นไม้ที่นบีเคยนั่งและเคยพิง ยุคสมัยหนึ่งผู้นำในแผ่นดินอิสลามปิดถ้ำปิดสถานที่ท่านนบีเคยหลบซ่อน ยุคสมัยหนึ่งมีการอุปโลกน์ฮะดิษต่างๆที่ทำลายบุคลิกภาพของท่านนบี….. และถ้าเอาองค์ประกอบทั้งหมดมาร้อยเรียงกันก็จะพบว่า ขบวนการทำลายท่านนบีมุฮัมมัด(ซล)นั้นเกิดมาตั้งแต่ยุคสมัยนั้น แล้วก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

เป้าหมายหนึ่งของศัตรูศาสนาในการทำลายท่านศาสดามุฮัมมัด(ซล) ก็เพราะ หากบุคลิกภาพของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) ถูกถ่ายทอดอย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว มวลมนุษย์ชาติก็จะรับอิสลาม คนที่มีสติปัญญา คนที่แสวงหาสัจธรรม ก็จะรู้ถึงบุคลิกภาพอันยิ่งใหญ่และความประเสริฐยิ่งของท่านนบี

แม้แต่ “จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์” (George Bernard Shaw) นักบูรพาคดีชาวตะวันตกที่มาศึกษาตะวันออก ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา เป็นหนังสือที่โด่งดังมากเล่มหนึ่งด้านประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับท่านนบีมุฮัมมัด(ซล)
(หนังสือ ศาสนาในประสบการณ์และเหตุการณ์ต่างๆ ในการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ หน้าที่ 78 ,79 ค.ศ 1963)
โดยเขียนไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ว่า “ฉันขอยืนยัน และมั่นใจว่า โลกในวันข้างหน้า ชาวยุโรปทั้งหมดจะยอมรับอิสลาม มูฮัมมัดจะเป็นศาสดาของชาวยุโรป”

ภายหลังจากการเข้ารับอิสลาม เขากล่าวว่า “ในทัศนะของผม ผมคิดว่าศาสนาอิสลามเป็นเพียงศาสนาเดียวที่มีความพร้อมที่จะสามารถย่างก้าวไปพร้อมกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆ ในการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติได้” [1]

เขาได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ผมขอพยากรณ์เกี่ยวกับศาสนาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ว่า ในอนาคตยุโรปจะยอมรับศาสนานี้ เช่นเดียวกับที่ในปัจจุบันนี้ ศาสนานี้ก็เป็นที่ยอมรับของชาวยุโรปแล้วเช่นกัน” [2])

เขาได้ทำนายไว้ล่วงหน้า ถึงเขาไม่ทำนาย เราก็รู้อยู่แล้วเพราะท่านนบีมุฮัมมัด(ซล)ถูกส่งมาเพื่อกิจการอันนี้

ซึ่งอัลกรุอ่าน ได้บ่งชี้ในข้อเท็จจริงในประเด็นข้างต้นว่า ความว่า “เมื่อความช่วยเหลือของอัลลอฮ์ และการพิชิตได้มาถึงแล้ว และเจ้าได้เห็นประชาชนเข้าในศาสนาของอัลลอฮฺเป็นหมู่ๆ”

อ้างอิง :
[1] ศาสนาในประสบการณ์และเหตุการณ์ต่างๆ ในการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ หน้าที่ 78
[2] หนังสืออ้างอิงเล่มเดิม หน้าที่ 79

 

เบื้องหลังการสร้างกระแสอิสลาโมโฟโมเบียในยุโรป

เบื้องหลังในการสร้างกระแสอิสลามโฟโมเบียในออสเตรเลียและชาติอื่นๆในยุโรป คือ บรรดายาฮูดี นัสรอนี ที่อยู่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะกระแสเข้ารับอิสลามในออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น จนน่าเป็นห่วง ในเยอรมันก็เริ่มมีกระแสต่อต้านอิสลาม มีการติดป้ายห้ามสร้างมัสยิด ห้ามสร้างหออะซาน ห้ามสร้างมัสยิดมีโดม หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม ยุโรปในอดีตที่เคยพูดว่า เป็นดินแดนที่มีความเสรีภาพ ดินแดนเสรีนิยม ทางความคิดและสื่อ ใครชอบสิ่งใดก็สามารถทำได้อย่างอิสรเสรี แต่วันนี้ต้องกลืนคำพูดของตัวเอง เมื่อหันกลับมาต่อต้านอิสลามอย่างเปิดเผย

นั่นเพราะหากปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามกระแส ตามธรรมชาติแล้ว อิสลามก็จะเป็นศาสนาที่ถูกยอมรับโดยชาวโลกทั้งหมด เฉพาะในยุโรป มีมุสลิมเกือบ 3-4 ล้านคน หรือมากกว่านั้นแล้ว

ด้วยเหตุนี้เหตุการณ์ล่าสุดที่มีการกราดยิงใช้อาวุธปืนอาก้าและเครื่องยิงจรวด โจมตีสำนักงานของ “ชาร์ลี เฮบโด” หนังสือพิมพ์นิตยสารรายสัปดาห์จอมหมิ่นท่านศาสดา บริเวณใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน นั้น ก็เพื่อหยุดกระแสการเข้ารับอิสลามในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส และแม้นว่าขบวนการทำลายอิสลามจะรุนแรงมากขึ้นทุกวัน แต่กลับทำให้ผู้คนหันมาสนใจศึกษาอิสลามมากยิ่งขึ้น

 

เอกภาพคือรากฐานเดิมของศาสนา

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ) ได้อาศัยช่วงโอกาสที่ศัตรูต้องการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องอะห์ลิลซุนนะห์กับชีอะห์ โดยได้ประกาศชัดถึงความสำคัญของเอกภาพในประชาชาติอิสลาม เพราะเอกภาพเป็นรากฐานเดิมของศาสนาที่มีความจำเป็นและสำคัญยิ่งโดยเฉพาะในยุคนี้

วันนี้ในการประชุมสำคัญๆในโลกอิสลาม บรรดาอุลามาอ์ฝ่ายธรรมะ ( อุลามาอ์ชีอะห์และซุนนี นักเคลื่อนไหววิชาการศาสนาและการเมือง) สรุปเหมือนกัน ว่า ปราศจากเอกภาพและความเข้าใจระหว่างชีอะห์และซุนนี ความยิ่งใหญ่ของอิสลามจะไม่มีวันเกิดขึ้น !!!

วันถือกำเนิดของท่านนบีจะเป็นวันที่ชีอะห์และซุนนีรวมพลังร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเทิดเกียรติและรำลึกถึงท่านศาสดามุฮัมมัด(ซล)อย่างยิ่งใหญ่

บทบาทของท่านอิมามญะอ์ฟัร อัศศอดิก(อ)ในฐานะผู้วางรากฐานเอกภาพของชีอะห์และซุนนีที่ตระหนักถึงความสำคัญของเอกภาพของประชาชาติอิสลาม ว่า ผู้ใดที่เข้าร่วมนมาซญามาอะห์กับพี่น้องซุนนีในแถวแรก เขาจะได้รับผลบุญเหมือนกับที่เขานมาซตามหลังท่านรอซูลุลลอฮ์(ซล)

ซึ่งบรรดาอุลามาอ์ฝ่ายธรรมะของพี่น้องอะห์ลิลซุนนะห์ก็มีจำนวนมาก ที่เข้าใจในความสำคัญของเอกภาพและเจริญรอยตามแบบฉบับของท่านอิมาม ศอดิก(อ) เช่น เชค มะห์มูด ชัลตูต อดีตอธิการบดีมหาลัยอัลอัซฮัร และมุฟตีอัลอัซฮัร ได้ฟัตวา ว่า มัศฮับ ชีอะห์ อิมามียะ อิษนาอาชาริยะห์ เป็นหนึ่งในมัศฮับอิสลามที่สามารถปฏิบัติตามได้ และหากพี่น้องซุนนีจะยึดปฏิบัติมัศฮับนั้นก็ได้ถือว่าไม่มีความผิดแต่อย่างใด บรรดาอุลามาอ์ฝ่ายธรรมะของอัซฮัรก็ได้เจริญรอยตามสิ่งนี้มาตลอด จนกระทั้งมาถึง เชคอาลี ญุมอะฮ์ ก็ได้ออกมายืนยันเหมือนกันว่า ชีอะห์เป็นหนึ่งใน มัศฮับอิสลาม

ขณะเดียวกัน ก็มีคำฟัตวาอันชาญฉลาดของท่าน อิมาม ซัยยิด อาลี คาเมเนอี ในประเด็นการสั่งห้ามด่าทอบรรดาศอฮาบะห์ ว่า ท่านได้ห้ามการบ่อนทำลายบุคคลสำคัญอันเป็นสัญลักษณ์อิสลามของพี่น้องซุนนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาของผู้ศรัทธา โดยกล่าวว่า “การสาปแช่งภรรยาของบรรดาศาสดาต่างๆ และภรรยาของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) เป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นข้อห้าม” ( คำฟัตวาได้ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2553 )

นอกจากนั้น ท่านซัยยิด ฮะซัน นัศรุลลอฮ์ เลขาธิการ ฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ก็ได้แสดงให้เห็นในการรักษาเกียรติและเคารพพี่น้องอะห์ลิลซุนนะห์ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพอย่างเป็นรูปธรรม แม้บรรดาศัตรูและฝ่ายมาร พยายามหาคลิปเสียงคำบรรยายต่างๆของท่านซัยยิด ฮะซัน นัศรุลลอฮ์ เพื่อจะเอามาใช้ประโยชน์ในการกระพือข่าวว่า ท่านเคยดูหมิ่นดูแคลนบุคคลที่เป็นที่เคารพศรัทธาของพี่น้องอะห์ลิลซุนนะห์ แต่ก็หาไม่พบแม้แต่ซักคำเดียว และนี่คือแบบอย่างในการเรียกร้องความเป็นเอกภาพที่แท้จริงของท่าน ทำให้พี่น้องอะห์ลิลซุนนะห์หลงใหล ชื่นชมและรักท่านจำนวนมาก

วันนี้บรรดาอุลามาอ์ของอะห์ลิลซุนนะห์จากหลายประเทศก็เริ่มเข้าใจในสิ่งนี้ และรู้จักบรรดาศัตรูที่เป็นกากเดนของศาสนา และเมื่อสิ่งแปลกปลอมในศาสนาค่อยๆออกไป โลกอิสลามก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อก้าวสู่ความเป็นหนึ่งเดียว

 

ขบวนการทำลายอิสลามมีขึ้นในยุคทุกสมัย

วันนี้ศัตรูมีความพยายามและทุ่มงบประมาณอันมหาศาล เพื่อสร้างความแตกแยกในประชาชาติอิสลาม ทั้งสร้างความแตกแยกระหว่าง “ซุนนีกับซุนนี” คือสร้างความแตกแยกระหว่างวะฮาบีกับอะชาอีเราะฮ์ คณะเก่ากับคณะใหม่

และศัตรูยังสร้างความแตกแยกระหว่าง “ชีอะห์กับชีอะห์” คือชีอะห์ปลอม ชีอะห์วะฮาบี หรือตามคำนิยามของ ท่านผู้นำสูงสุด คือ ชีอะห์ลอนดอน MI 6

และศัตรูยังสร้างความแตกแยกระหว่าง “ชีอะห์กับซุนนี” โดยที่อุลามาอ์ฝ่ายมารก็ออกมาสร้างความแตกแยก ออกมาสาปแช่งภรรยาของนบีและบรรดาซอฮาบะฮ์ที่พี่น้องอะฮ์ลิสุนนะห์ให้ความเคารพนับถือ สาปแช่งทางคลิป ทางทีวีถ่ายทอดสดออกจากกรุงลอนดอน ซึ่งรัฐบาลซาอุฯรับซื้อคลิปดังกล่าว ซึ่งจากคลิปอันนี้แหละ ที่ทำให้เกิดนักพลีชีพของพี่น้องซุนนี ในการฆ่าสังหารพี่น้องชีอะห์ตามมัสยิดต่างๆ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ท้ายที่สุดนี้ ขอให้พวกเราทำหน้าที่ในการรับใช้ศาสนาของอัลลอฮ์ (ซบ.)ให้ดีที่สุด หากเราอยากให้ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ปรากฏตัวเร็วขึ้น เราก็ต้องสร้างกองทัพของอิมามมะฮ์ดี (อ)ให้เสร็จโดยเร็วพลัน เพราะกองทัพธรรมของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) คือ กองทัพที่มีผู้สนับสนุนทั้งพี่น้องซุนนีและชีอะฮ์ร่วมอยู่ด้วย และขอให้พระองค์ทรงบันดาลให้สิ่งนี้บังเกิดผลในเร็ววันด้วยเถิด

 

——
ถอดความ : ญะอฺฟัร บิน สุไลมาน, อาลีอักบัร บิน ลาตีฟ
เรียบเรียง : เชคอิบรอฮีม อาแว