ทำไมจึงไม่มีความพยายามอย่างจริงจัง ที่จะตอบโต้แนวคิด“ตักฟีรี”??

2266

“ตักฟิร” หรือการกล่าวหามุสลิมคนหนึ่งว่าปฏิเสธศรัทธา ได้กลายมาเป็นแนวคิดที่ยึดถือโดยขบวนการหัวรุนแรงเพื่อสร้างความชอบธรรมในการฆ่าใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ความเชื่อ “ที่แท้จริง” ของพวกเขา

มีเหตุผลหลักๆ อยู่สองประการสำหรับการแพร่กระจายแนวความคิดแบบตักฟิรในพื้นที่ต่างๆ ของโลกมุสลิม

ประการแรกคือการปฏิเสธความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ความแตกต่างกันนี้เป็นผลมาจากการใช้การตัดสินกฎเกณฑ์อย่างอิสระของผู้รู้ (อิจติฮาด) ต่อหลักฐานแบบฉบับทางศาสนาที่ไม่มีความหมายตายตัว สิ่งนี้นำไปสู่สองเหตุการณ์ นั่นก็คือ ผู้ปฏิบัติศาสนาไม่สามารถรับเอาความเปลี่ยนแปลงบนโลกนี้ได้ และการขยายขอบเขตของสงครามในโลกมุสลิม

เหตุผลที่สองคือ การรวมเอา “ความไม่ศรัทธา” เข้ากับการฆ่าและพฤติกรรมเบี่ยงเบน แนวโน้มเช่นนี้ไม่ยอมรับการแบ่งแยกตามหลักชารีอะฮ์ระหว่างผู้ไม่ศรัทธาที่สู้รบ กับผู้ไม่ศรัทธาที่เป็นพลเรือน

รัฐสามารถต่อสู้กับผู้ไม่ศรัทธาที่สู้รบได้อย่างถูกต้องตามกฎ ในขณะที่พลเรือนต้องถูกขัดขวางจากสิทธิของพวกเขาแม้ว่าจะเป็นผู้ไม่ศรัทธาก็ตาม ตามที่โองการจากอัล-กุรอานได้ประกาศไว้ว่า “สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกเขา และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน” และ “ผู้ใดที่พระองค์ทรงประสงค์ก็จะเลือกความศรัทธา และผู้ใดที่พระองค์ทรงประสงค์ก็จะเลือกปฏิเสธศรัทธา”

ในหน้าประวัติศาสตร์ ประชาชนต้องประสบกับการนองเลือดและการกดขี่ที่ตามมากับความคลั่งศาสนาที่เกิดจากการต่อสู้ทางการเมือง

นักวิชาการศาสนาจำนวนหนึ่งได้ใช้ความพยายามในการสร้างการริเริ่มที่จะรับมือกับภัยคุกคามของลัทธิตักฟิรี หนึ่งในจำนวนนี้คือ เชคอับดุลลอฮ์ บิน บัยยะห์ นักกฎหมายและนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงจากมอริตาเนีย

เขาได้เปิดการประชุม Mardin Conference ในตุรกีเมื่อปี 2010 ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักสองข้อ คือ เพื่อตรวจสอบและทบทวนอย่างละเอียดในเรื่องการแบ่งแยกโลกออกเป็นอาณาจักร (ดิยาร์) ตามกฎหมายอิสลาม และเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไรกับแนวคิดว่าด้วยการญิฮาด, การจงรักภักดีและการเป็นศัตรู (อัล-วะลา วะ อัล-บะรอ), การเป็นพลเมือง และการอพยพ

วัตถุประสงค์ข้อที่สองของการประชุมนี้คือเพื่อหารือเกี่ยวกับ “คำฟัตวาเรื่องมัรดีน”** ของอิบนฺ ตัยมิยา ผู้รู้ในศตวรรษที่ 13 ในเรื่องที่เขาได้วินิจฉัยกฎเกณฑ์ใหม่ข้อหนึ่งตามการแบ่งแยกโลกตามกฎหมายอิสลามออกเป็นอาณาจักรของ “ผู้ไม่ศรัทธา”, “อิสลาม” และ “สนธิสัญญา” อิบนฺ ตัยมิยา ได้พิจารณาว่าเมืองมัรดีนเป็นทั้งอาณาจักรของผู้ไม่ศรัทธาและอาณาจักรของอิสลามในเวลาเดียวกัน ที่เป็นอาณาจักรของผู้ไม่ศรัทธาเนื่องจากมันถูกปกครองโดยชาวทาร์ทาร์ที่ไม่ใช่มุสลิม และเป็นอาณาจักรอิสลามเนื่องจากผู้อาศัยในเมืองเป็นมุสลิม

ระหว่างการประชุมนี้ เชคบินบัยยะห์ ได้เสนอให้หาค่าการแบ่งแยกนี้ใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานั้นถูกกำหนดโดยการทำสงครามและความขัดแย้ง โดยที่ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรเป็นข้อยกเว้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ สันติภาพเป็นภาวะปกติ และสงครามกับความขัดแย้งเป็นข้อยกเว้น การแบ่งแยกจึงไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป

เขายังเรียกร้องให้สนใจข้อบกพร่องของวิธีการคิดว่าตัวบทบัญญัติจะถูกเข้าใจและตีความอย่างไร และการตัดสินกฎหมายอย่างอิสระที่หลากหลายของนักกฎหมายจะถูกนำมาใช้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เขาระบุถึงวิธีที่กลุ่มตักฟิรีใช้คำฟัตวามัรดีนเพื่อสร้างความชอบให้กับวาระต่างๆ ของพวกเขา

เมื่อตัวบทที่พิมพ์ออกมาของคำวินิจฉัยนี้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับต้นฉบับที่หาได้ฉบับเดียวของมัน มีการค้นพบข้อผิดพลาดในการพิมพ์ที่เปลี่ยนคำศัพท์จากคำว่า “ควรได้รับการปฏิบัติ” (ยุอามัล) ไปเป็นคำว่า “ควรได้รับการต่อสู้” (ยุกอตัล) ตัวบทดังกล่าวที่เป็นแผ่นพิมพ์ของฟัตวานี้มีเนื้อหาดังนี้ “(มัรดีนเป็นประเภทที่สาม) ซึ่งชาวมุสลิมควรได้รับการปฏิบัติดังที่เขาควรได้รับ และผู้ที่ละทิ้งไปจากกฎ(ชารีอะฮ์) ควรได้รับการต่อสู้ดังที่เขาควรได้รับ”

ในขณะที่ตัวบทในต้นฉบับมีเนื้อหาว่า “(มัรดีนเป็นประเภทที่สาม) ซึ่งชาวมุสลิมควรได้รับการปฏิบัติดังที่เขาควรได้รับ และผู้ที่ละทิ้งไปจากกฎ(ชารีอะฮ์) ควรได้รับการปฏิบัติดังที่เขาควรได้รับ”

การบิดเบือนนี้ถูกพิมพ์มากว่า 100 ปี และเป็นสาเหตุของการนองเลือดผิดกฎหมายอย่างมากมาย

ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามเหล่านี้ และอื่นๆ ทั้งจากสถาบันและองค์กร ไม่ว่าจะยึดโยงกับศาสนาหรือไม่ก็ตาม รวมถึงหน่วยงานและสภาชารีอะฮ์ และสื่อ ล้วนไม่เป็นที่รับรู้ของพวกเขาแต่อย่างใดเลย

คำถามที่เร่งด่วนที่สุดในปัจจุบันคือ มีความปรารถนาอย่างจริงจังที่จะเผชิญหน้ากับแนวคิดตักฟิรีหรือไม่??

 

——
แปล/เรียบเรียง : กองบรรณาธิการเอบีนิวส์ทูเดย์
ผู้เขียน : ฮะบีบ อาลี อัล-จิฟรี เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Tabah ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสลามในอาบูดาบี
ที่มา : http://www.thenational.ae
** ฟัตวามัรดีน คือฟัตวาของอิบนุตัยมียะฮ์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองมัรดีน ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของตุรกี ดูเพิ่มเติม http://ar.wikipedia.org (ผู้แปล)