ทำไมวัคซีนอเมริกา และอังกฤษ จึงไม่น่าไว้ใจ? จากมุมมองรัฐอิสลามอิหร่าน

204

ในการกล่าวสุนทรพจน์ เนื่องในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ลุกฮือ 9 มกราคม 1978 ซึ่งปะทุขึ้นจากการต่อต้านของชาวเมืองกุม เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา อยาตุลลอฮ์ ซัยยิดอะลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดรัฐปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ได้ประกาศห้ามอย่างชัดเจน ไม่ให้ทางการอิหร่าน นำเข้าวัคซีนของอเมริกา และอังกฤษมายังประเทศ และยังกล่าวในกรณีของฝรั่งเศสด้วยว่า “ข้าพเจ้าไม่ไว้ใจฝรั่งเศสเช่นกัน”
ในประเด็นนี้ ทางเว็ปไซต์อย่างเป็นทางการของผู้นำสูงสุด Khameini.ir ได้ทำการตรวจสอบเหตุผลเบื้องหลังความไม่ไว้วางใจ ที่ผู้นำ และชาวอิหร่านเอง มีต่อสหรัฐฯ และบางประเทศในยุโรป โดยมีรายละเอียดดังนี้
เมื่อได้ยินคำกล่าวของอยาตุลลอฮ์คาเมเนอี เกี่ยวกับการคว่ำบาตรวัคซีนอเมริกา และอังกฤษ หลายคนอาจคิดว่า ในแง่หนึ่ง เขาต่อต้านการนำเข้าวัคซีนนอก หรือ จากต่างประเทศเป็นพื้นฐาน แต่หากคำนึงถึงสิ่งที่เขากล่าวในภายหลังว่า “หากเจ้าหน้าที่ ประสงค์จะนำเข้าวัคซีนจากที่อื่น- จากสถานที่ที่ปลอดภัย – นั้นย่อมจะไม่เป็นปัญหา” ดังนี้ จึงเป็นที่ชัดเจนว่า การห้ามนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ มีผลเฉพาะกับสามประเทศตะวันตกนี้เพียงเท่านั้น
คำถามที่เกิดขึ้นคือ ด้วยสาเหตุอะไร ที่ผู้นำประเทศหนึ่งแสดงการต่อต้านอย่างเปิดเผย ต่อการนำเข้าวัคซีนจากบางประเทศ ที่อ้างว่าสามารถผลิตวัคซีนได้ ท่ามกลางวิกฤตสถานการณ์ ที่ประเทศของตน ก็มีความต้องการวัคซีนและยา เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในโลก? เขากำลังเล่นการเมืองในวิทยาศาสตร์หรือไม่? ความเสี่ยงในส่วนนี้ สมเหตุสมผลหรือไม่? ความเป็นอริกันระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ และการมีอยู่ของความแตกต่างบางปะการ ระหว่างอิหร่าน อังกฤษ และฝรั่งเศส ทำให้ผู้นำถึงกับต้องขยายขอบเขตไปยังพื้นที่ทางการแพทย์เชียวหรือ?!? แล้วทำไมจึงเป็นสามประเทศนี้? นี่เป็นเพียงทัศนะส่วนตนหรือไม่? ผู้นำกำลังนำเอาความคิดเห็นส่วนตน มากำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ ใช่หรือไม่?
อนึ่ง แฮชแท็ก “#Salame_Gorg” (#HelloOfWolves สวัสดีของหมาป่า)[1] เป็นแฮชแท็ก ที่ถูกนำมาใช้ในเครือข่ายโซเชียล ซึ่งชาวอิหร่านได้ทำให้มันกลายเป็นเทรนด์อันดับหนึ่ง [ณ ช่วงเวลาดังกล่าว] ทั้งนี้ การตรวจสอบ และอ่านข้อความ ที่ถูกเผยแพร่ ด้วยแฮชแท็กนี้ ได้เผยให้เห็นถึงมุมมองที่ค่อนข้างน่าสนใจ
ภายใต้การตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นที่ชัดเจนว่า #HelloOfWolves หรือ “สวัสดีของหมาป่า” มีที่มาจากสุภาษิตหนึ่งของอิหร่าน ที่กล่าวว่า “เมื่อหมาป่ากล่าวคำทักทาย พวกมันย่อมมีเจตนาอีกอย่างหนึ่ง” หมายความว่า ถ้าวันหนึ่งหมาป่าทักทายคุณ คุณควรรู้ว่า มันมีแรงจูงใจแอบแฝง และอาจแสวงประโยชน์ในทางมิชอบอยู่เบื้องหลัง
จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ แฮชแท็กดังกล่าว ถูกสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองต่อสองโครงการที่ส่อเจตนาดี ซึ่งนำเสนอโดยสถาบันตะวันตก โครงการแรก คือ ข้อเสนอที่จะมอบวัคซีนโควิด 150,000 โดส ให้กับอิหร่านเป็นของขวัญ และอีกโครงการ คือ การยกเลิกการคว่ำบาตรด้านยารักษา เพื่อช่วยเหลืออิหร่านในการจัดซื้อวัคซีนจากประเทศตะวันตก
ชาวอิหร่านตอบแทนความเมตตานี้ด้วยความเกลียดชังกระนั้นหรือ? มีภาพลวงตาของการสมรู้ร่วมคิดในหมู่ชาวอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ของพวกเขา โดยพวกเขาหารู้ไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีกว่าสำหรับตนเอง และจากการที่พวกเขาพิจารณาประเด็นต่างๆ ในแง่ร้าย และอย่างไร้เหตุผล ใช่หรือไม่?
ในการค้นหาคำตอบสำหรับปัญหาและความคลุมเครือเหล่านี้ เราจำเป็นต้องทำการค้นคว้า เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับ การตั้งแง่ และความไม่ไว้วางใจต่อประเทศตะวันตกบางประเทศ ที่ผู้นำการปฏิวัติอิสลามและประชาชนส่วนใหญ่ของอิหร่าน มีร่วมกัน
ในสุนทรพจน์ เมื่อกล่าวถึงฝรั่งเศส อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี พูดถึงเหตุการณ์ที่เราได้ยินไม่บ่อยนัก ว่า: “แน่นอน ข้าพเจ้าไม่ไว้ใจฝรั่งเศสเช่นกัน เหตุผลก็คือพวกเขามีประวัติให้ผลิตภัณฑ์โลหิต (blood products) ที่ปนเปื้อนแก่เรา” … ว่าแต่เหตุการณ์ดังกล่าวคือเรื่องอะไรกันแน่?
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980s ครอบครัวของเด็กชายวัย 6 ขวบ ซึ่งเป็นโรคฮีโมฟีเลีย ชื่อ มัสอูด (Masoud) ได้ร้องเรียนเกี่ยวกับเหตุการณ์อันขมขื่น เมื่อลูกชายของพวกเขา ติดเชื้อโรคเอดส์จากกระบวนการรับเลือด รายงานของพวกเขาได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และมีการวิจัยเกี่ยวกับประเด็นนี้
ในที่สุด นักวิจัยได้ตระหนักถึงบางสิ่งที่ขุ่นเคืองยิ่งกว่านั้น กล่าวคือ ในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก เมื่อปี 1983 และ 1984 บริษัท Mérieux ซึ่งถูกซื้อโดยบริษัท Sanofi-Aventis ของฝรั่งเศส ได้ส่งผลิตภัณฑ์โลหิต ที่ปนเปื้อนเชื้อ HIV ไปยังอิหร่าน และบางประเทศอื่นๆ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย
วิกฤตดังกล่าวขยายวงกว้างขึ้นตามกาลเวลา ผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย และธาลัสซีเมีย ซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์จากเลือดเหล่านั้น ติดเชื้อเอดส์ และเสียชีวิตทีละคน
แม้ว่าเราจะลืมเลือนโศกนาฏกรรมอันมืดมิดนั้นไปแล้ว ทว่าชาวอิหร่าน ก็ยังคงมีคำถามต่ออีกว่า “หากชีวิตของชาวอิหร่าน มีความสำคัญต่อเจ้าหน้าที่ของอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศสจริง ทำไมพวกเขาถึงกำหนดมาตรการคว่ำบาตรด้านยากับอิหร่าน? เหตุใดบริษัทในยุโรป จึงถูกสั่งห้าม ไม่ให้ส่งออกยาไปยังอิหร่าน และเหตุใดบริษัทเหล่านี้ จึงต้องเผชิญกับค่าปรับจำนวนมาก หากฝืนทำเช่นนั้น? เด็กๆ ที่ต้องทุกข์ทรมานจากโรคดักแด้ [Epidermolysis bullosa] สามารถแสดงความเป็นปฏิปักษ์ ต่อสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศสได้อย่างไร? และเหตุใดการใช้ยา จึงต้องยุติลง อันเนื่องจากการคว่ำบาตร?
โดยธรรมชาติแล้ว รากเหง้าของการขาดความไว้วางใจ ดังที่ผู้นำการปฏิวัติอิสลามกล่าวถึง และเป็นที่ประจักษ์ โดยชาวอิหร่านผ่านแฮชแท็ก อาทิ “#HelloOfWolves” (สวัสดีของหมาป่า) หรือ “#BuySafeVaccines” (ซื้อวัคซีนที่ปลอดภัย) จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้จากปัญหาเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เหตุการณ์ทางการแพทย์ และการปฏิสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่ม BUF – อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส
โดยพื้นฐานแล้ว ความคิดนี้ก่อตัวขึ้นตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ และเป็นผลมาจากประสบการณ์ และการปฏิสัมพันธ์มากมาย เป็นเรื่องสมเหตุสมผล หากจะบอกว่า ชาวอิหร่าน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน จะไม่อาจมองโลกในแง่ดี และมีพฤติกรรมที่เป็นมิตร ต่อประเทศเหล่านั้นเป็นการแลกเปลี่ยน
การรัฐประหารต่อต้านรัฐบาลของ ดร.โมซัดเดก[2], การสนับสนุนระบอบเผด็จการปาห์ลาวี, การติดอาวุธเคมีให้กับซัดดัม[3] และสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ในการสู้รบกับอิหร่าน[4], การโจมตีเครื่องบินโดยสารของอิหร่าน[5], การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย อาทิ กลุ่ม Rajavi และจัดระเบียบพวกเขาในปารีสและนิวยอร์ก[6] การสร้างความไม่ลงรอยระหว่างชาวอิหร่าน และประเทศเพื่อนบ้าน[7] การขัดขวางอำนาจการป้องกันของสาธารณรัฐอิสลาม[8] การสร้างคลื่นความเท็จในแคมเปญ โรคหวาดกลัวอิหร่าน/ Iranophobia[9 ] การสร้างเครือข่ายโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านอิหร่าน การพยายามสร้างความแตกแยกในสังคมในระดับสูงสุด การกำหนดมาตรการคว่ำบาตร ที่ขยายวงกว้างและ – ตามที่พวกเขากล่าวเองว่า – เป็นการลงโทษที่ตัดแขนตัดขาอิหร่าน [10] และอื่น ๆ อีกมากมาย ถือเป็นส่วนสำคัญของความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของชาวอิหร่าน ในการปฏิสัมพันธ์กับสามประเทศนี้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และอังกฤษ
แน่นอน ประเทศและสังคมไม่ควรอาศัยเพียงประสบการณ์ของตนเองเท่านั้น การอ่านประวัติความเป็นมาของการทรยศหักหลัง และความเสียหายของอาณานิคม ที่เกิดจากทั้งสามประเทศ ซึ่งมีต่อชาติอื่น ๆ ในศตวรรษปัจจุบัน จะช่วยให้ทุกสังคม ที่มีความระมัดระวังตน มีทางเลือกที่ชาญฉลาด และรอบคอบในการเผชิญหน้ากับประเทศดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
เหตุการณ์ต่างๆ เช่น การทดลองนิวเคลียร์อย่างลับๆ ในแอลจีเรีย เมื่อพูดถึงส่วนของฝรั่งเศส[11] การแจกผ้าห่มที่ปนเปื้อนโรคติดต่อ และโรคร้ายแรงถึงชีวิตในหมู่ชนพื้นเมืองอเมริกัน โดยอังกฤษ[12] การแพร่กระจายโรคซิฟิลิสในทหาร นักโทษ และผู้ป่วยทางจิตในกัวเตมาลา โดยสหรัฐอเมริกา[13] และการขายตัวอย่างเลือดของผู้ต้องขังชาวอเมริกัน ที่ติดเชื้อ HIV และไวรัสตับอักเสบให้กับธนาคารเลือดของแคนาดา[14] ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่สหรัฐฯ ได้ก่อขึ้น รวมถึงการกระทำที่เปิดเผย และแอบแฝงอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วน ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้
ในการทบทวนสุนทรพจน์ของอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี บ่งชี้ว่า มันแตกต่างจากความพยายามในการโฆษณาชวนเชื่อในปัจจุบัน ความไม่ไว้วางใจดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงอุดมการณ์ หรือเป็นผลมาจากความรู้สึกต่อต้านตะวันตก และเกิดจากประสบการณ์ชีวิตของชาวอิหร่าน
ในการพบปะกับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2016 ผู้นำสูงสุดกล่าวว่า:
“สาธารณรัฐอิสลามได้แสดงความเป็นศัตรูต่อฝรั่งเศสอย่างไร? เนื่องจากอิมามโคมัยนี [ผู้นำและผู้ก่อตั้งการปฏิวัติอิสลามฯ] พำนักอยู่ในฝรั่งเศสระยะหนึ่ง ประเทศนั้นจึงได้รับการยกย่องจากกองกำลังปฏิวัติ แต่คุณเห็นว่า พวกเขากำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน คุณเป็นพยานว่า ในประเด็นนิวเคลียร์ ฝรั่งเศสได้สวมบทเป็นตำรวจเลว แน่นอนว่า เป็นชาวอเมริกันที่จัดการเรื่องนี้ แต่ฝรั่งเศสก็ได้รับตำแหน่งที่แย่ที่สุดในเรื่องนิวเคลียร์อยู่ดี เราทำอะไรกับชาวฝรั่งเศสบ้าง? พวกเราได้แสดงความเกลียดชังต่อพวกเขากระนั้นหรือ?”
เพื่อขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับความรู้สึกต่อต้านตะวันตกของอิหร่าน และความไม่ไว้วางใจต่อโลกอย่างครบถ้วน เราสามารถอ้างถึงการประชุมของท่านผู้นำกับนายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2016 ซึ่งเขากล่าวว่า เขาถือว่า ทัศนคติของอิหร่านต่ออิตาลีเป็นทัศนคติเชิงบวก
เขายังแสดงให้เห็นด้วยซ้ำว่า เราควรลืมอดีต ไม่ควรมองภาพรวมที่ไม่เป็นธรรมต่อประวัติศาสตร์ และไม่ควรทำให้ประเทศที่สร้างปัญหาแก่อิหร่านน้อยกว่าประเทศอื่นๆ เท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ (ที่สร้างปัญหาแก่อิหร่านมากกว่า) นั่นคือเหตุผลที่ในการพบปะกับชาว Bojnourd เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2012 ผู้นำการปฏิวัติอิสลามจึงกล่าวว่า:
“ประเทศ ที่เสียสละตนเอง เพื่อสหรัฐอเมริกา กำลังทำสิ่งที่โง่เขลา คนของเราไม่ได้มีความทรงจำที่เลวร้าย กับหลายประเทศในยุโรป เราไม่มีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน แน่นอนว่า เรามีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับอังกฤษ และนั่นคือเหตุผลที่เราเรียกประเทศนั้นว่า ‘อังกฤษที่มุ่งร้าย’ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่กรณีในประเทศอื่นๆ ในยุโรป ด้วยการกระทำของพวกเขา – ในการร่วมมือกับสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลา ในทัศนะของเรา – พวกเขากำลังยั่วยุความเป็นปฏิปักษ์ของประเทศอิหร่าน พวกเขากำลังทำบางสิ่ง เพื่อทำให้ชาติอิหร่านเกลียดพวกเขา”
ท้ายที่สุด การปกครองและการจัดการสังคมไม่ได้เกิดขึ้นในโลกแฟนตาซี แต่มันเกิดขึ้นในโลกของเหตุผล ประสบการณ์ และความเป็นไปได้ หากอยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี และประชาชนอิหร่าน มีความอ่อนไหวต่อการซื้อวัคซีนโคโรน่าจากประเทศที่กล่าวถึงข้างต้น เรื่องนี้ก็มาจากความกังวลตามปกติ ที่บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายควรจะมี
ความกังวลนี้ เป็นผลมาจากความไม่ไว้วางใจว่า ทั้งสามประเทศอาจสวมบทบาทคาเร็กเตอร์เป็น “the Hyde character” (*เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย) ขณะพยายามส่งออกวัคซีน กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาอาจมีแรงจูงใจที่มิชอบแอบแฝ้ง เช่น พวกเขาอาจต้องการทดสอบมันในประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะวัคซีนดังกล่าว ยังไม่ประสบความสำเร็จในประเทศของตน
[1] In Persian, the hashtag is #Salame_Gorg, which literally means “the hello and greetings of a wolf.”
________
Source: Khameini.ir