เปิดอาชญากรรมสหรัฐฯต่อมนุษยชาติ: จอห์น โบลตัน “ทายาทอสูร” คุมทำเนียบขาว!

313
LAS VEGAS, NV - MARCH 29: Former United States ambassador to the United Nations John Bolton speaks during the Republican Jewish Coalition spring leadership meeting at The Venetian Las Vegas on March 29, 2014 in Las Vegas, Nevada. Ethan Miller/Getty Images

ในเดือนมีนาคม เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า อดีตเอกอัครราชทูตสหประชาชาติจอห์น โบลตัน (John Bolton) หรือ ผู้ที่เคยถูกเรียกโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯว่า “บุคคลที่อันตรายที่สุด” ในคณะบริหารรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช จะเข้ามาทำหน้าที่แทน เอช. อาร์. แมคมาสเตอร์ (H. R. McMaster) ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลทำให้เขาเป็นผู้ดำเนินการรับผิดชอบหลักในการแนะนำวิธีจัดการปัญหาความมั่นคงของชาติแก่ประธานาธิบดี

การแต่งตั้งดังกล่าว มิใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เมื่อข่าวหลายสำนักได้มีการรายงานเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมาแล้วก่อนหน้านั้น โดยมีการรายงานว่า ตำแหน่งของ แมคมาสเตอร์ จะถูกแทนที่ ตามคำสั่งของมหาเศรษฐี ผู้บริจาคพรรครีพับลิกันและนายทุนไซออนิสต์ (อิสราเอล) รายใหญ่  “เชลดอน เอดินสัน” (Sheldon Adelson) เจ้าของคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่ โบลตัน เป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งสำหรับตำแหน่งดังกล่าว อันเนื่องมาจากชื่อเสียงของโบลตันในฐานะ “มิตรแท้ผู้ซื่อสัตย์ของอิสราเอล” และบทบาทของเขาในการเรียกร้องให้มีการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเป็นประจำ

การแต่งตั้งโบลตัน ยังมีบทบาทสำคัญในบริบทว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงล่าสุดของคณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดีทรัมป์- เราได้กลิ่นอาย สงครามและการนองเลือด จากการเปลี่ยนแปลงนี้ เมื่อไมค์ ปอมเปย์ ผู้กระหายจะทำสงครามกับอิหร่าน เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ จีน่า ฮาสเปล (Gina Haspel) ซึ่งฉายานามของเธอ คือ  “จีน่า ผู้กระหายเลือด” ได้บ่งชี้ถึงประวัติอันโชกโชนว่าด้วยการทรมานชีวิตผู้ต้องหา เช่นเดียวกัน มีกำหนดจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง CIA แทนปอมเปย์ กล่าวได้ว่า โบลตันจะเติมเต็มและนำความสำเร็จมาให้กองกำลังสามทหารเสือนี้เป็นอย่างมาก

ด้วยชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ โบลตันพร้อมที่จะทำสงคราม ไม่ใช่เพียงแค่กับหนึ่ง หรือ สองประเทศ แต่อีกมากมายหลายประเทศ โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า โบลตัน คือ ทายาททางอุดมการณ์ของซบิกนิว บรรเซซินสกี, จอร์จ โซรอส, จอห์น แมคเคน และเฮนรี คิสซิงเจอร์ บรรดากุนซือชั้นแนวหน้าผู้กระหายสงครามของสหรัฐฯ

เรียกร้องสงครามกับอิหร่าน

การเลือก จอห์น โบลตัน เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติครั้งนี้ ได้สร้างโอกาสในการทำสงครามกับอิหร่านที่เป็นจริงมากขึ้นสำหรับสหรัฐฯ โบลตันไม่ใช่สายเหยี่ยวผู้แข็งกราวที่ธรรมดา เขามีแนวคิดผลักดันสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านมาหลายปีแล้ว เขาเรียกร้องการโจมตีอิหร่าน ในการปรากฎตัวเป็นประจำของเขาในสำนักข่าว Fox News แม้การเรียกร้องของเขาจะปราศจากข้อบ่งชี้ใดๆที่สื่อว่า เขาเข้าใจถึงผลกระทบของนโยบายดังกล่าว

ไม่เพียงแต่ในทางวาทะกรรมเท่านั้น โบลตันยังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในประเด็นนี้ ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯต่ออิหร่าน ในสมัยรัฐบาลบุช ตั้งแต่ปี 2002 จนถึงปี 2004 ในการกำหนดเงื่อนไขทางการเมืองที่จำเป็นสำหรับการบริหารการดำเนินการทางทหารกับอิหร่าน

โบลตันมีอิทธิพลต่อการฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านมากกว่าทุกคนที่อยู่ภายในหรือภายนอกรัฐบาลทรัมป์ เขามีเครือข่ายเชื่อมโยงกับนักการเงินหลัก ทั้งที่อยู่เบื้องหลัง เบนจามิน เนทันยาฮู และโดนัลด์ทรัมป์เอง – เช่น นายทุนไซออนิสต์ ที่แข็งกร้าว อย่าง เชลดอน เอดินสัน (Sheldon Adelson)

เชลดอน เอดินสัน (Sheldon Adelson)

โบลตันเป็นคนที่ยั่วยุทรัมป์ให้น้อมตามภาษาที่เฉพาะเจาะจง ในคำมั่นจะถอนตัวออกจาก แผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม (JCPOA) หากว่าสภาคองเกรสและประเทศในทวีปยุโรปของไม่แสดงความเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญซึ่งถูกคำนวณอย่างชัดเจนนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงอิหร่านจะต้องล่มสลายลง

“ข้อตกลงทั้งหมดไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงการปลอบประโลม แต่การทูตของประธานาธิบดีโอบามายังทำให้เกิดภาษาที่อ่อนแอไม่ชัดเจน และสับสนในบทบัญญัติเฉพาะบางประการ” โบลตันเขียนไว้ใน The Wall Street Journal ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 “ความล้มเหลวในการจัดทำร่างเหล่านี้ได้สร้างช่องโหว่ขนาดใหญ่ และอิหร่านกำลังขับเคลื่อนขีปนาวุธและโครงการนิวเคลียร์โดยตรงผ่านสิ่งนี้”

สังเกตได้ว่า โบลตันเป็นตัวการหลักที่ชี้แนะให้ทรัมป์มีความพร้อมในการถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียอิหร่านภายในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ผู้พิทักษ์ลัทธิไซออนิสม์

โบลตันไม่เชื่อว่า “ทางแก้สองรัฐ (two-state solution)” คือตัวเลือกสำหรับการยุติความขัดแย้งปาเลสไตน์ – อิสราเอล

สหรัฐฯควร “สนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาสามรัฐ ซึ่งจะรวมกาซ่ากับอียิปต์ และบางส่วนของเวสต์แบงก์กับจอร์แดน” โบลตันกล่าวเมื่อปีที่แล้ว ขณะเข้ารับรางวัล ผู้พิทักษ์ลัทธิไซออนิสม์ (Guardian of Zion Award)ประจำปี 2017 จากศูนย์เยรูซาเล็มศึกษา Ingeborg Rennert มหาวิทยาลัย Bar-Ilan  มอบโดยนางอินเจอบ็อร์ก เรนเนิร์ต ภรรยาของอิรา เรนเนิร์ต (Ira Rennert) มหาเศรษฐีชาวยิวในสหรัฐอเมริกา

โพสต์ทวิตเตอร์แสดงความรู้สึกเป็นเกียรติ โดยจอห์น โบลตัน หลังเข้ารับรางวัล Guardian of Zion เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 2017

โบลตันสนับสนุน ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และมองว่า ชาวปาเลสไตน์ผู้ลุกขึ้นต่อต้านระบอบอิสราเอล คือผู้ก่อการร้าย

“ผมไม่คิดว่าจะมีรัฐปาเลสไตน์ที่ก้าวหน้า ผมไม่คิดว่าจะมีสถาบันใด จากฝั่งของปาเลสไตน์ ที่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีตามสนธิสัญญากับอิสราเอลได้ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้แก่อิสราเอลหรือสหรัฐฯหรือคนอื่นได้ว่า รัฐดังกล่าวสามารถให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของชาวปาเลสไตน์ หรือ สามารถต้านทานการครอบครองโดยองค์ประกอบจากผู้ก่อการร้าย”

กองเชียร์สงครามอิรัก

นอกจากนี้ โบลตัน ยังเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายควบคุมอาวุธและกิจการความมั่นคงระหว่างประเทศในรัฐบาลบุช เขาเคยออกโรงสนับสนุนวอชิงตันอย่างเต็มที่ ในการส่งทหารบุกอิรักเมื่อปี 2003 เพื่อโค่นประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าซุกซ่อนอาวุธทำลายล้างสูงและพัวพันกลุ่มก่อการร้าย ก่อนที่ความจริงจะปรากฏในภายหลังว่า ข้อกล่าวหาที่สหรัฐฯ ใช้อ้างความชอบธรรมในการรุกรานแบกแดดนั้นเป็นแค่ข่าวกรองที่ถูกกุขึ้น

บทความใน The Atlantic อธิบายว่า โบลตันคือ  “สายเหยี่ยว” ผู้นิยมแนวทางแข็งกร้าวทางทหารมากกว่าการเจรจาทางการทูต และระบุว่า เขาเป็นผู้สนับสนุนสงครามอิรัก ในปี 2003 แม้ในปัจจุบันจะมีเจ้าหน้าที่หลายราย ที่เคยให้การสนับสนุนสงครามอิรัก เชื่อว่ามันคือ หายนะ ทว่าโบลตันยังคงยืนกรานในความคิดนี้ และกล่าวว่า มันคือสิ่งที่ “ถูกต้อง”

“ผมยังคิดว่าการตัดสินใจที่จะโค่นล้มซัดดัมเป็นสิ่งถูกต้อง” เขากล่าวกับ Washington Examiner ในปี 2015 “คนที่พูดว่า โอ้สิ่งต่างๆน่าจะดีกว่านี้ ถ้าเราไม่ล้มล้างซัดดัม พวกเขาไม่เข้าใจประเด็นที่ว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางในปัจจุบัน ไม่ได้ไหลไปในทิศทางที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ จากการตัดสินใจโค่นล้มซัดดัมเพียงผู้เดียว”

“ผมคิดว่าการตัดสินใจที่เกิดขึ้นหลังจากการตัดสินใจครั้งนั้นต่างหากที่ผิดพลาด แม้ว่าผมจะคิดเห็นว่า การตัดสินใจที่เลวร้ายที่สุดหลังจากนั้น คือ การตัดสินใจที่จะเพิกถอนกองกำลังสหรัฐฯและพรรคร่วมรัฐบาล” – โบลตันกล่าวในปี 2005

อาจารย์ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล เขียนระบุในเพจเฟสบุ๊ก ระบุถึงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาวุธเคมีประจำสหประชาชาติ (Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons=OPCW) เป็นชาวบราซิล ชื่อว่า โจเซ่ บุสตานี (José Bustani) กำลังดำเนินการตรวจสอบอาวุธเคมีในอิรัค และพบว่า “ไม่มีอาวุธเคมี ดังที่กลุ่มทุนยิว หรือรัฐบาลเงา (Deep State) อ้าง กลุ่มทุนยิวหรือรัฐบาลเงาวางแผนถล่มตึกเวิร์ลเทรดเสร็จแล้วก็หาเรื่องบุกอิรัคต่อ โดยชี้นำว่าอิรัคมีอาวุธเคมี (Weaons of Mass Destruction=WMD) ในครอบครอง แต่นายโจโซ่บอกว่าอิรัคไม่มี ในการนี้ เป็นเหตุทำให้ “นายโบลตันโทรศัพท์ไปขู่นายโจโซ่โดยบอกว่า We know where your kids live. You have two sons in New York (พวกเรารู้ว่าลูกๆ ของคุณอยู่ที่ไหน? คุณมีลูกสองคนอาศัยอยู่ในนิวยอร์ค) เพื่อข่มขู่มิให้นายโจเซ่เปิดเผยว่าอิรัคไม่มีอาวุธเคมี เพราะขณะนั้น รัฐบาลเงากำลังออกข่าวว่าอิรัคมีอาวุธเคมี เพื่อจะส่งทหารไปโค่นซัดดัม ฮุสเซนแล้วปล้นทองคำ”

สายเหยี่ยวล่มแผนประชุมสุดยอดสหรัฐ-เกาหลีเหนือ

จอห์น โบลตัน มีแนวคิดดำเนินนโยบายไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย เกาหลีเหนือและจีน มีการวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่แผนสันติภาพที่คาบสมุทรเกาหลีระหว่างอเมริกากับเกาหลีเหนือเมื่อเดือนมิถุนายน เป็นอันต้องล้มเหลว ก็เนื่องมาจากความแข็งกร้าวของจอห์น โบลตัน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีของเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์และจอห์น โบลตัน โดยกล่าวหาว่า บุคคลเหล่านี้พยายามจะบีบให้เกาหลีเหนือขจัดโครงการนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิงแต่ฝ่ายเดียว

เขายังเคยยุให้อเมริการีบเปิดฉากโจมตีเกาหลีเหนือโดยด่วน (preemptive strike) โดยระบุว่า อเมริกาไม่ควรรอจนถึงนาทีสุดท้ายในการโจมตีเปียงยาง เพราะหากเกาหลีเหนือสามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ก่อน จะทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบผู้นำของเกาหลีเหนือและอิหร่าน เพื่อกำจัดภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์จากทั้งสองประเทศนั้นด้วย

รุกรานละตินอเมริกา

โบลตันยังมีท่าทีนำอเมริกาประกาศศึกในภูมิภาคต่างๆ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ ความพยายามโค่นรัฐบาลคิวบา เวเนซุเอล่า และนิคารากัว เพื่อจะเข้าไปกอบโกยพลังงาน

แม้ว่าเขาจะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในการส่งเสริมการรุกรานอิรัก ในการกล่าวอ้างเท็จว่าอิรักครอบครอง “อาวุธที่มีการทำลายล้างสูง” โบลตันยังได้กล่าวอ้างเท็จต่อคิวบาด้วยเช่นกัน โดยระบุว่าประเทศเกาะนี้มี “โครงการพัฒนาอาวุธสงครามทางชีวภาพที่ไม่เหมาะสม” ในความต้องการรวมคิวบาเอาไว้ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย”  (Axis of Evil) ไม่เพียงเท่านั้น โบลตันยังได้กล่าวอ้างเท็จต่อเวเนซุเอลา ในกรณีปกป้อง “ผู้ลักลอบการค้า” ชาวอิหร่าน ในความพยายามกำหนดเป้าหมายไปยังรัฐบาลปัจจุบันของเวเนซุเอลา เมื่อไม่นานมานี้ โบลตันได้เรียกร้อง “การมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ”  ในภูมิภาคละตินอเมริกาที่ “สำคัญ”

ประวัติของโบลตัน พ่วงกับแถลงการณ์ล่าสุดของเขา ทำให้ชาวลาตินอเมริกันหลายๆคน รู้สึกไม่สบายใจ ตามที่อดีตสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ในช่วงการบริหารของโอบามากล่าวกับ Miami Herald ว่า
เขา (โบลตัน) เป็นผู้กระหายสงครามชาวอเมริกัน และชาวละตินอเมริกันต่างรู้สึกกังวล เมื่อประธานาธิบดีอเมริกันมีแนวโน้มจะมุ่งไปยังการแก้ปัญหาด้านการทหาร แทนการใช้ทางออกด้านการทูต”

ข่มขู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญ คือ กรณีป่วนซีเรีย แน่นอนว่า จอห์น โบลตัน เป็นหนึ่งในตัวการหลักในการแทรกแซงซีเรีย ให้เกิดความอ่อนแอ ในความต้องการช่วยเหลืออิสราเอลให้ได้ที่ราบสูงโกลันอย่างถาวร

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลอเมริกา กำลังถูกเปิดโปงว่าเป็นผู้สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในการสร้างกลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่มในซีเรีย รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ที่ถล่มตึกเวิร์ลเทรด มีรายงานว่า กลุ่มเหล่านี้ กำลังทำงานให้สหรัฐฯ และพันธมิตร และพากันตั้งรกรากที่เมืองอิดลิบ ซีเรีย ทั้งๆที่ค่ายทหารอเมริกาก็อยู่ไม่ห่างจากที่พักอาศัยของกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว แต่อเมริกาก็ไม่ได้ปราบปรามอะไร สถานการณ์ที่ว่านี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า การป่าวประกาศโดยสหรัฐฯว่า การตั้งฐานทัพของตนในซีเรีย เป็นไปเพื่อจัดการกับผู้ก่อการร้ายนั้น อันที่จริงแล้ว เป็นเพียงการสร้างภาพ และคำโกหกเพียงเท่านั้น

นอกจากนั้น อเมริกายังฉาวโฉ่ในสงครามอัฟกานิสถานในอีกหลายประเด็น ขณะเดียวกันอิสราเอลก็กำลังถูกเปิดโปงว่า ให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในซีเรียและบุกยึดดินแดนของปาเลสไตน์อย่างป่าเถื่อน และรัฐบาลซาอุฯ ก็ได้อเมริกาและอังกฤษช่วย บุกถล่มประชาชนชาวเยเมนจนทำให้มีคนตายจำนวนมาก ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ได้พยายามชี้นำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศดำเนินการเอาผิดกับรัฐบาลอเมริกาและประเทศพันธมิตรในข้อหาอาชญากรสงคราม

ประเด็นดังกล่าว นำพาให้ จอห์น โบลตัน สายเหยี่ยว ผู้แข็งกร้าว จำเป็นต้องออกมาข่มขู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)โดยในเดือนกันยายนที่ผ่านมา โบลตันได้ บอกกับ Federalist Society ว่า เขาจะพิจารณาการคว่ำบาตร หากศาลอาญาระหว่างประเทศ  ณ กรุงเฮก จะดำเนินการฟ้องร้องทหารอเมริกันที่ทำหน้าที่ “ปฏิบัติการ” ในอัฟกานิสถาน ในข้อหาเป็น “อาชญากรสงคราม”

John Bolton vows to punish ICC after court announces probe of alleged US war crimes in Afghanistan / via foxnews

หากศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟ้องร้องเรา อิสราเอล หรือพันธมิตรอื่น ๆ ของสหรัฐ เราจะไม่มีทางนั่งนิ่งอย่างเงียบเฉย” โบลตันกล่าวข่มขู่ เขากล่าวว่า สหรัฐฯพร้อมที่จะกำหนดมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน และไปไกลถึงการจับกุมสมาชิกศาล

“เราจะออกคำสั่งห้าม (แบน) ผู้พิพากษาและอัยการ จากการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา เราจะคว่ำบาตรเงินของพวกเขาในระบบการเงินสหรัฐฯ และเราจะฟ้องร้องพวกเขาในระบบการเอาผิดทางอาญาของสหรัฐฯ” – เขากล่าว