บทความ: “เตหะราน” หรือ “วอชิงตัน” คือ ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายตัวจริง??

805

สหรัฐอเมริการะบุเมื่อวันพุธ (26  กันยายน) ว่า  อิหร่านเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายที่ใหญ่ที่สุด และชี้แนะว่าประเทศในภูมิภาคกว่า 6 ประเทศ ตกเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงโดยอิหร่าน

กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯได้กล่าวว่า ประเทศเลบานอน ซีเรีย อิรัก เยเมน บาห์เรนและอัฟกานิสถาน เป็นเหยื่อของความไม่สงบโดยอิหร่าน   ขณะที่สถานการณ์ในเยเมนนั้นเลวร้ายกว่าประเทศอื่นๆ และทั้งๆที่สาเหตุหลักของความเสียหาย เกิดมาจากการสนับสนุนของสหรัฐฯที่มีต่อกลุ่มพันธมิตรภายใต้การบัญชาการของซาอุดิอาระเบีย ในการดำเนินการโจมตีและกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มพลเรือนเยเมนเป็นหลัก 

ส่วนในประเทศอื่น ๆ นักการเมืองและกองกำลังพันธมิตรอิหร่านประสบความสำเร็จพอสมควรในการรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ   คำถามคือ ประเทศใดเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอย่างแท้จริง!?

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกล่าวหาว่า อิหร่านมีส่วนร่วมและสนับสนุนการก่อการร้ายในเลบานอน ซีเรีย อิรัก เยเมน บาห์เรนและอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตามในปี 2018 ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในหลายส่วนของตะวันออกกลาง: สงครามซีเรียกำลังใกล้ถึงจุดสิ้นสุดและการเลือกตั้งอิรักเป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงการออกห่างจากสหรัฐฯ โดยชาวอิรักกำลังจะได้คณะรัฐบาลที่โปรอิหร่านมาบริหารประเทศ

ส่วนสถานการณ์ในเลบานอน มีเสถียรภาพ อันเนื่องมาจากการปรากฏตัวของกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ที่แข็งแกร่งกว่าทหารในประเทศ และการปรากฏตัวทางการเมืองของฮิซบุลลอฮ์  ขณะที่ในบาห์เรน มีผู้ปกครองที่เป็นกษัตริย์ซุนนี แต่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมชีอะฮ์ ก็ยังสามารถรักษาเสถียรภาพการปกครองของตนไว้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากประเทศซาอุดิอาระเบีย 

ทั้งนี้อัฟกานิสถานยังคงไม่เสถียร แม้จะมีการดำเนินการของสหรัฐฯอย่างต่อเนื่องก็ตาม ส่วนในเยเมนการปะทะกันและการโจมตีทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวันและพลเรือนจำนวนมากถูกสังหารโดยกองกำลังซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยใช้ระเบิดที่ผลิตโดยสหรัฐฯ

ถ้าหากมีแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียว คือสื่อตะวันตก แน่นอนว่าการแยกแยะความจริงจากนวนิยายและการจัดฉากต่างๆเหล่านี้อาจเป็นเรื่องยาก มันยากที่จะตระหนักถึงความเป็นจริงของการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองของวอชิงตันและข่าวสารของตะวันตก

นายมุกตะฎอ ศ็อร (Muqtada al-Sadr )ผู้ที่ต้องการสร้างรัฐบาลในอิรัก เป็นผู้ที่ pro-Iran หรือต่อต้านประเทศนี้?  – อิหร่านเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มอัลเฮาซีย์ในเยเมนหรือไม่? –  ฮิซบุลลอฮ์เลบานอนเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มต่อต้านการก่อการร้าย? ล้วนเป็นคำถามที่น่าสนใจ โดยที่ Mohammad Marandi ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันและนักวรรณคดียุคหลังล่าอาณานิคม และศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเตหะรานได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับแต่ละประเทศเหล่านี้กับสำนักข่าว Sputnik: ว่า

ในเลบานอน ฮิซบุลลอฮ์ถูกสร้างขึ้นและปรากฏตัวในประเทศอย่างเป็นทางการในปี 2006 เนื่องจากการรุกรานของอิสราเอล  ในฐานะเป็นกลุ่มยืนหยัดต่อสู้แห่งชาติทางตอนใต้ของเลบานอน และสามารถปลดปล่อยและขับไล่อิสราเอลออกออกไปจากประเทศ  การก่อตัวของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ( Hezbollah )เป็นผลพวงมาจากความรุนแรงของอิสราเอล เครือข่ายกองกำลังติดอาวุธของฮิซบุลลอฮ์อยู่ในการประสานงานกับกองทัพเลบานอน และได้รับการยอมรับจากรัฐบาลและการดำรงอยู่ของกองกำลังนี้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยับยั้งการรุกรานที่อาจจะเกิดขึ้นจากอิสราเอล 

ในปีถัดมา สถานการณ์หลังการปรากฏตัวของกลุ่มสุดโต่งและคลั่งไคล้จากตะวันตกและซาอุดีอาระเบียในประเทศซีเรีย นำไปสู่ปฏิบัติการควบคุมกลุ่มสุดโต่งเหล่านี้ ประกอบด้วยกลุ่มไอซิสและกลุ่มอัลกออิดะฮ์ในภาคส่วนต่างๆของเลบานอน โดยที่กองกำลังฮิซบุลลอฮ์ได้ร่วมมือกับกองทัพเลบานอน และสามารถสร้างความพ่ายแพ้ให้แก่กลุ่มสุดโต่งและขับไล่พวกเขาออกไปจากประเทศได้ สามารถกล่าวได้อย่างหนักแน่นว่า เนื่องด้วยความช่วยเหลือของฮิซบุลลอฮ์ ทำให้เลบานอนเป็นอิสระและหลุดพ้นจากความเสียหายที่ก่อโดยน้ำมือของอิสราเอล  ไอซิส อัลกออิดะห์ และกลุ่ม อัลนุศราฟรอนด์  ( Jabhat al-Nasrat )

ในซีเรียก็มีเงื่อนไขที่คล้ายคลึงกับเลบานอน อิหร่าน ฮิซบุลลอฮ์และรัสเซีย ตลอดจนอาสาสมัครอิรักและอัฟกานิสถานช่วยรัฐบาลซีเรียในการเผชิญหน้ากับกองกำลังต่างชาติของกลุ่มหัวรุนแรง เช่น อัลกออิดะห์และไอซิส หากไม่มีการสนับสนุนจากพวกเขาแล้ว แน่นอนว่าธงดำของไอซิสจะถูกปักขึ้นและโบกสะบัดในกรุงดามัสกัส ในอิรักก็มีสถานการณ์เช่นเดียวกันนี้

ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศที่แพร่กระจายความรุนแรงในอิรัก ซีเรียและเลบานอน  เป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนลัทธิวะฮาบีนั่นเอง  ในอัฟกานิสถานก็มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1980 สหรัฐฯและซาอุดิอาระเบียได้สร้างกลุ่มหัวรุนแรงขึ้นในอัฟกานิสถาน และปัจจุบันก็กำลังสร้างฉากละครและสถานการณ์นี้ซ้ำๆอีกครั้งในซีเรีย   

เอกสารข้อมูลข่าวกรองของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งบางฉบับได้รับการตีพิมพ์ บ่งชี้ว่าสหรัฐฯรู้ดี และรู้ตั้งแต่ต้นว่ากลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งมีอิทธิพลมากที่สุดในการต่อต้านบัชชาร์ อัลอัสซาด   ขณะเดียวกัน ประเทศในภูมิภาค เช่น ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกีและชาติอื่น ๆ ที่สนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ ก็มีความพยายามที่จะช่วยสถาปนา “รัฐสาลาฟียตักฟีรีย์” ในซีเรียและอิรัก

ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นของสื่อและคลังสมองต่างๆ ก็คือ พวกเขาพยายามอธิบายถึงสถานการณ์ในภูมิภาคนี้ตามที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นเขาจึงบอกว่าฝ่ายค้านและฝ่ายต่อต้านอิหร่านชนะการเลือกตั้งในอิรัก แต่สิ่งที่เราเห็นกลับไม่เป็นเช่นนั้น แม้จะมีแรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันนายกรัฐมนตรีของอิรักซึ่งเป็นผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านต่างหากที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในอิรัก

ในเยเมน ชาวอิหร่านไม่ได้มีการปรากฏตัวอย่างแท้จริง   ชาวเยเมนถูกปิดล้อมโดยอเมริกาและซาอุดิอาระเบีย อเมริกาและซาอุดิอาระเบียได้ดำเนินการปฏิบัติการอันเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ ก่อให้เกิดวิกฤติความหิวโหยทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนยอมจำนน  พลเรือนหลายพันรายเสียชีวิตจากความหิวโหยและโรคที่สามารถป้องกันได้ เครื่องบินรบของซาอุดีอาระเบีย ระดมยิงและโจมตีงานแต่งงาน โรงเรียน งานศพและโรงพยาบาล และใช้อาวุธอเมริกาในการโจมตีก่ออาชญากรรม

ในประเทศบาห์เรน สมการนั้นง่ายมาก สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนการปกครองแบบเผด็จการที่ไม่สนใจเจตจำนงและสิทธิของประชาชน ซาอุดิอาระเบียได้ยึดครองประเทศเพื่อป้องกันการล่มสลายของอาณาจักรแห่งบาห์เรน แต่ขณะเดียวกันในเยเมน   สหรัฐอเมริกากลับอ้างว่าซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่ดีและอิหร่านเป็นประเทศที่มีปัญหา

ในอัฟกานิสถาน การเรียกร้องของอเมริกายิ่งไร้สาระและตลบขบขันมากยิ่งกว่า   กลุ่มตอลิบานที่มีอุดมการณ์ลัทธิวาฮาบีย์เหมือนกับซาอุดิอาระเบียได้คุกคามและกดดันประชาชนเป็นเวลานาน บรรดาผู้ที่ก่อจลาจล เหตุการณ์ความไม่สงบและก่อความวุ่นวายในภูมิภาคนี้นับจากอัลกออิดะห์ โบโกฮาราม และไอซิส ล้วนแล้วได้ยึดหลักอุดมการณ์จากพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯในภูมิภาคนั่นคือซาอุดีอาระเบีย!

คำถามของสำนักข่าว Spotnik จาก Marandi คือ   ใครเป็นผู้สนับสนุนหลักของการก่อการร้าย? คำตอบของ Marandi คือ: “ในความคิดของผม   เขาคือ สหรัฐอเมริกา !”

Source: sputniknews.com