เปิดผลงานครบรอบ 1 ปี  ของ “บินซัลมาน”  หลังขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯ

516

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน เป็นวันครบรอบ หนึ่งปี ที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นมกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯ  ซึ่งตลอดทั้งปีที่ผ่านมามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆอย่างมากกมายที่เป็นกระแสอื้อฉาว    

หนังสือพิมพ์ Al-Quds Al-Arabi  ฉบับตีพิมพ์ในกรุงลอนดอน รายงาน :    มกุฎราชกุมาร Mohammed bin Salman เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ได้เข้ารับตำแหน่งมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย    เมื่อครั้งที่กษัตริย์ซาอุดีอาระเบีย ซัลมานบินอับดุลอาซิซ ได้ปลดเจ้าชาย โมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งบุตรชายของเขาขึ้นมาเป็นมกุฎราชกุมารองค์ใหม่

เจ้าชายมงกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียคนใหม่  ขณะนี้มีอายุ 32 ปี  เป็นที่กล่าวขานว่า เขาเป็นบุคคลหนึ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศ หลังจากที่บิดาของเขาขึ้นเป็นกษัตริย์

เขายังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และดำเนินการต่างๆเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถานภาพของเขาในประเทศ   เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ปีที่แล้ว บินซัลมานได้ตัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซาอุดิอาระเบีย, ยูเออี, บาห์เรนและอียิปต์โดยฉับพลัน กับกาตาร์   ประเทศเหล่านี้กล่าวหาว่าโดฮาให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย  ใกล้ชิดกับอิหร่าน และทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค  ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวทางการโดฮาก็ได้ออกมาปฏิเสธอย่างรุนแรง

หลังจากที่บินซัลมาน  ขึ้นเป็นมงกุฎราชกุมาร  ความขัดแย้งระหว่างประเทศซาอุดิอาระเบียและอิหร่านก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น   ในเรื่องนี้นโยบายของบินซัลมาน อาจถูกมองว่าเป็นประเด็นที่ชวนคิดว่า  “ซาอุดิอาระเบียจะก้าวเดินไปทางไหน ?

การให้ใบอนุญาตขับรถกับผู้หญิงและการจับกุมผู้ยื่นใบสมัคร!

เมื่อวันที่ 26 กันยายน  2017  ซาอุดิอาระเบียอนุญาตให้ผู้หญิงขับรถได้  นับจากวันที่ 24 มิถุนายน  2017 มีบัญญัติใหม่ในราชอาณาจักรที่น่าสนใจมาก เมื่อลายนิ้วมือของเจ้าชายหนุ่ม ได้ลงความเห็นชอบชัดเจนในการตัดสินใจครั้งนี้ ตามแผนการปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจ จากวิสัยทัศน์ปี 2030 ของเขา แต่ผู้สังเกตการณ์ชี้ว่า การปฏิรูปก็ไม่ได้หยุดยั้งการปราบปรามนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้นักเคลื่อนไหวหญิงจำนวนมาก ผู้ที่ต่อสู้เพื่อผู้หญิงเป็นเวลาหลายปีกลับถูกจับกุมตัว

แคมเปญผู้ถูกคุมขัง … ญาติชั้นในที่ถูกจับกุมลำดับแรก 

ในเดือนกันยายนปี  2017   ได้มีการจับกุมตัวบุคคลประมาณ 20 คน ที่มีอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรม   เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน มกุฎราชกุมารได้เปิดตัวแคมเปญต่อต้านการทุจริต  และโรงแรม Ritz-Carlton Hotel ในริยาดได้กลายเป็น “เรือนจำทอง” สำหรับเจ้าชายหลายสิบคน และเจ้าหน้าที่รัฐและนักธุรกิจของซาอุดีอาระเบียเป็นเวลาสามเดือน  ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้บางราย รวมทั้งเจ้าชาย  Waleed ibn Talal   มหาเศรษฐีชาวซาอุดิอาระเบียได้รับการปล่อยตัวหลังจากยินยอมเสียค่าปรับ

จับกุมตัว  ฮารีรี และสร้างวิกฤติกับเลบานอน

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน  2017 นายกรัฐมนตรีเลบานอน ซาอาด ฮาริริ ประกาศตัวอย่างไม่คาดคิดในกรุงริยาดว่า ได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเลบานอน ผ่านช่องสถานี  al-Arabiya ของประเทศซาอุดีอาระเบีย

ในบริบทของการลาออกของเขา  เขากล่าวหาว่า เลบานอนและอิหร่านเข้าไปแทรกแซงกิจการในเลบานอน  หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น  ทางมิเชล อูน ประธานาธิบดีเลบานอนออกมาแสดงปฏิกิริยาอย่างรุนแรง ฝรั่งเศสจึงเข้ามาแทรกแซงในทันที และเชิญฮารีรีไปฝรั่งเศส ภายหลังจาก 3 สัปดาห์ที่เขาติดอยู่ในซาอุดิอาระเบีย และจากนั้น เขาก็ได้กลับไปยังเลบานอน

ซาอุดิอาระเบียออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา ที่บังคับให้ฮาริริลาออกและกักตัวเขาไว้ในซาอุดีอาระเบีย

สงครามในเยเมน

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน  2017   มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียอ้างว่า อิหร่านติดอาวุธให้กับกลุ่มอันศ็อรุลลอฮ์เยเมน และถือว่าเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนจากระบอบการปกครองอิหร่าน

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ของซาอุดีอาระเบีย อ้างว่า พวกเขาได้สกัดทำลายขีปนาวุธจากกลุ่มอันศ็อรุลลอฮ์ เหนือกรุงริยาดและเศษขีปนาวุธที่แตกเป็นชิ้นส่วนได้พุ่งชนรอบๆสนามบินนานาชาติริยาด

ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2015 เป็นต้นมา  กลุ่มพันธมิตรอาหรับซาอุดาระเบีย ได้เปิดตัวพันธมิตรโดยได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังรับจ้างที่สังกัดรัฐบาลพลัดถิ่นเยเมน ซึ่งมีนาย Mansour Hadi เป็นผู้นำ เพื่อทำสงครามกับ กลุ่มอันศ็อรุลลอฮ์ ผู้ครอง Sana’a มาตั้งแต่ปี 2014

แฟ้มคดีนิวเคลียร์ของอิหร่าน

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2018  บินซัลมานกล่าวอ้างว่า  หากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง  ซาอุฯก็จะมีการพัฒนาให้สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองเช่นกันในเร็ววัน   ในเดือนพฤษภาคม ริยาดซึ่งไม่ได้ปิดบังความไม่พอใจของเขาต่อประเด็นข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ได้ขานรับและยินดีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ทรัมป์ ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าว

ความพยายามทางการทูต

ในเดือนมีนาคม หลังจากการเดินทางสองครั้งไปยังอียิปต์และอังกฤษ และรับประทานอาหารกลางวันกับราชินี Elizabeth II แห่งสหราชอาณาจักร เจ้าชายมงกุฎแห่งซาอุดีอาระเบียเดินทางไปอเมริกานานกว่าสองสัปดาห์และได้รับการต้อนรับจาก Donald Trump ในฮูสตัน

มกุฎราชกุมารได้ไปเยือนบอสตัน นิวยอร์ก ซีแอตเติล ลอสแอนเจลิส หลังจากนั้นเขายังได้เดินทางไปยังฝรั่งเศสและสเปนอีกสองครั้ง

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความใกล้ชิดและความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยกับอิสราเอล

ในช่วงต้นเดือนเมษายน  กษัตริย์ซัลมานได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่ยาวนานของประเทศในการสนับสนุนประเด็นปัญหาปาเลสไตน์และสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายของชาวปาเลสไตน์ในการมีสถานะเป็นอิสระในเยรูซาเล็ม    ในทางตรงกันข้าม โมฮาเหม็ด บิน ซัลมาน กล่าวว่าอิสราเอลมีสิทธิที่จะอยู่อย่างสงบสันติในดินแดนของตน

เขาได้แสดงถ้อยคำที่ขัดแย้ง และอื้อฉาวในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Atlantic ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงความสัมพันธ์ระหว่างริยาดและเทลอาวีฟ

ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้บินซัลมานกล่าวว่า ชาวยิวมีสิทธิ์ที่จะมีที่ประเทศและที่ดินของตนเอง

เขากล่าวว่า  ชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลมีสิทธิที่จะมีดินแดนของตนเอง แต่เราต้องบรรลุข้อตกลงอย่างสันติที่จะนำความมั่นคงมาสู่ทุกคนและนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เป็นปกติระหว่างกัน

มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียยังกล่าวอีกว่า   อิสราเอลมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ขนาดที่เล็ก  ซึ่งอิสราเอลมีอำนาจเพิ่มขึ้นทุกวันและมีผลประโยชน์มากมายที่เราสามารถแบ่งปันกับอิสราเอลได้   หากมีสันติภาพเกิดขึ้น แน่นอนว่า จะได้รับผลประโยชน์อันมากมายระหว่างอิสราเอลกับชาติสมาชิกสภาความร่วมมืออ่าวและประเทศอื่น ๆ เช่นอียิปต์และจอร์แดน

หนังสือพิมพ์อิสราเอลเขียน โดยอ้างจากคำพูดของมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียว่า   ผู้นำปาเลสไตน์ได้เสียโอกาสในการสร้างสันติภาพตั้งแต่ 40 ปีก่อน  และปฏิเสธคำแนะนำทั้งหมด  ชาวปาเลสไตน์ต้องยอมรับข้อเสนอและกลับไปที่โต๊ะเจรจามิฉะนั้นก็ควรจะเงียบ

หนังสือพิมพ์  Maariv  เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการพบปะเจรจาของมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียกับตัวแทนขององค์กรชาวยิวในระหว่างเดินทางมายังประเทศสหรัฐอเมริกา

“ปัญหาปาเลสไตน์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียและยังมีประเด็นอื่นที่สำคัญอีก เช่นประเด็นปัญหาอิหร่าน”  บินซัลมาน กล่าว

หนังสือพิมพ์ดังกล่าว เขียนว่า บินซัลมานเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตกลงสันติภาพ และข้อตกลงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกรุงริยาดกับกรุงเทลอาวีฟ

Source: isna.ir/