รายงาน: การสังหารหมู่ชาวมุสลิมในเยเมนในช่วงฟุตบอลโลก

400

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย… ในช่วงฟุตบอลโลก การสังหารหมู่ชาวมุสลิมในเยเมนได้ทวีความรุนแรงขึ้น

สถานการณ์ภาคสนาม แต่ทว่ามันสะท้อนถึงการปิดล้อมของสมาชิกพันธมิตรผู้รุกรานของซาอุดีอาระเบียโดยนักรบชาวเยเมนในเขตชายฝั่งตะวันตกของเยเมน

วันนี้เยเมน กำลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ขณะที่การเริ่มต้นของฟุตบอลโลก ได้มาพร้อมกับการสังหารหมู่ชาวเยเมน โดยซาอุฯ สหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยขีปนาวุธเยเมนได้กำหนดเป้าหมายฐาน ไปยังกองกำลังสัมพันธมิตรซาอุดีอาระเบีย บนชายฝั่งตะวันตกด้วยการยิงขีปนาวุธ “ดุชกา” ทำให้ทหารรับจ้างกว่า 40 คนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

แหล่งข่าวทางทหารยังได้ประกาศความสำเร็จในการทำลายยานพาหนะจำนวน 20 คันที่เป็นของทหารรับจ้างซาอุดีอาระเบียในการรุกคืบบุกชายฝั่ง Hadidah

สถานการณ์ภาคสนามล่าสุดในเยเมน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเยเมน เผย  : สหรัฐฯและอิสราเอล ถือเป็นผู้รับชอบหลักในการโจมตีสาธารณูปโภคด้านสุขภาพของเมือง อัลฮีดาห์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของประเทศเยเมน คาดว่ากองกำลังสัมพันธมิตรของซาอุดีอาระเบียได้เข้าโจมตีห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลอัล – เซาเราะห์ เพื่อทำลายโครงสร้างและระบบสาธารณสุขของเยเมน

Taha al-Mutawakul กล่าวว่า “พวกเราถือว่า เหล่าประเทศผู้รุกราน โดยเฉพาะอเมริกาและอิสราเอลต้องรับผิดชอบในการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายไปยังมนุษย์ พวกเขาให้การสนับสนุนการโจมตีที่โหดร้าย และโหดเหี้ยมในเมืองอัล – ฮาดีดาห์”

ในความเป็นจริงแล้ว สหรัฐอเมริกา และอิสราเอลคือผู้โจมตีเป้าหมายโดยตรง ไปยังสถาบันสุขภาพ และไม่เคยคำนึงถึงหลักจริยธรรมหรือมนุษยธรรมแต่อย่างใด”

แพร่ภาพภายในเมืองและสนามบินอัล-ฮาดีดาห์

สถานีโทรทัศน์อัลญาซีร่า ได้รายงาน ภาพบรรยากาศในเมืองและสนามบินอัล-ฮาดีดาห์ พร้อมกับปฏิเสธข่าวที่สื่อของพันธมิตรซาอุฯ นำเสนอว่าสามารถยึดเมืองอัลฮาดีดาห์และสนามบินได้สำเร็จ

ในคลิป  ระบุว่า “เราต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสันติและความมั่นคงและเราไม่ต้องการสงคราม”  เยาวชนคนหนึ่งของเมืองอัลฮะดีดาห์กล่าว

พลเมืองอีกคนกล่าวว่า “เราไม่ต้องการให้อัลฮีดาห์ ประสบกับชะตากรรมเหมือนกับเมืองอาเดนและจังหวัดอื่นๆที่ถูกทำลาย”

ภาพต่อไปที่แพร่ในคลิปเป็นสนามบินนานาชาติ al-Hadidah และฐานทัพอากาศอัล – รูบี  กองพันที่ 67   ซึ่งหนึ่งในนักรบของเยเมน ที่ยืนอยู่หน้าสนามบินกล่าวว่า “วันนี้เป็นวันที่สองของวันอีดฟิตร์  และข้ออ้างของศัตรูที่ว่าสามารถยึดสนามบินได้แล้วนั้นเป็นความเท็จ ศัตรูมักสร้างเรื่องและสร้างข่าวลือและโฆษณาชวนเชื่ออยู่ตลอดเวลา

เหล่านักรบชาวเยเมน ได้ตะโกนคำขวัญ  “อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่”  “พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ”  อเมริกาจงพินาศ  อิสราเอลจงพินาศ  นรกแด่ยิวไซออนิสต์ และชัยชนะต่ออิสลาม”

เครื่องบินรบซาอุฯทิ้งระเบิดและโจมตีสนามบิน อัลฮาดีดาห์ สามระลอก

al-Alam รายงานว่า เครื่องบินรบซาอุฯ ได้กำหนดเป้าหมายสนามบินนานาชาติของ al-Hadidah ในเยเมนตะวันตกสามครั้ง

นอกจากนั้นเครื่องบินรบซาอุฯผู้รุกรานได้โจมตีและกำหนดเป้าหมายอย่างกระจัดกระจาย และที่อยู่อาศัยหลายแห่งทางตอนใต้ของ al-Hadidah ทางตะวันตกของเยเมน

เจ้าหน้าที่เยเมน และพยานต่างกล่าวว่า กองพันอมาเลคา(Amaleqa)ที่ได้รับการหนุนหลังจากกองกำลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศจากกองกำลังพันธมิตรอาหรับที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำ กำลังมุ่งหน้าสู่จังหวัดโฮเดดาทางตะวันออก ในความพยายามเพื่อที่จะตัดเส้นทางถนนหลักที่เชื่อมเข้าสู่เมืองหลวงเยเมน กรุงซานา

ซาอุฯเริ่มต้นโจมตีเมืองโฮเดดามาตั้งแต่วันพุธ(13 มิ.ย.)ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดมาจนถึงวันเสาร์(16 มิ.ย.) อ้างอิงจากเดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษ ระบุว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 280 คน

โดยเมืองท่าแห่งนี้เป็นปากทางเข้าออกสำหรับอาหาร และสิ่งจำเป็นต่อเยเมนจากต่างประเทศ

ในเวลานี้เยเมนเข้าใกล้วิกฤตอดอาหารครั้งร้ายแรง ขณะที่กองกำลังยูเออีได้นำการบุกกองกำลังผสมทางภาคพื้น เป็นหน่วยผสมระหว่างกองกำลังของตัวเอง กองกำลังพิเศษ และทหารที่สนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นเยเมน ซึ่งได้รับการรับรองจากนานาชาติ ในขณะเดียวกันที่ซาอุฯทำการโจมตีทางอากาศ ซึ่งมีการชี้เป้าหมาย และการเติมเชื้อเพลิงด้วยความสนับสนุนจากสหรัฐฯ

ทหารฝรั่งเศสมีส่วนร่วมในสงครามเยเมน
หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส Figaro รายงานว่า  ทหารฝรั่งเศสเข้าร่วมในสงครามเยเมน   หนังสือพิมพ์ Lefiguero กล่าวในบันทึกว่า “กองกำลังพิเศษของกองทัพฝรั่งเศสมีส่วนร่วมในการโจมตีอัล – ฮาดีดาห์พร้อมด้วยกองทัพสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์”

ทูตพิเศษยูเอ็น
ทูตพิเศษยูเอ็น มาร์ติน กริฟฟิธส์(Martin Griffiths) เดินทางมาถึงกรุงซานาแล้ว เพื่อพยายามที่จะหาทางให้มีข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น
ท่าเรือยุทธศาสตร์ Al-Hadeidah อยู่ภายใต้การควบคุมของขบวนการ Ansarullah และหลังจากการรุกรานของกองกำลังพันธมิตรซาอุดีอาระเบีย  มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภัยพิบัติด้านมนุษย์ธรรม

AFP รายงานจากกรุงซานาว่า  การบุกรุกของกองกำลังซาอุดีอาระเบียในเมือง al-Hadida อย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดการตัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพราะการช่วยเหลือส่วนใหญ่จะทำผ่านท่าเรือนี้
ตามที่องค์การสหประชาชาติระบุ   เผยว่า ความช่วยเหลือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่มีความขัดแย้งตั้งแต่เมื่อสามปีที่ผ่านมา และยังเป็นพยานต่อวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในโลก

“การสู้รบในอัล – ฮาดีดาห์อาจส่งผลร้ายต่อพลเรือนไม่เพียง แต่ในเมืองนี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชาวเยเมน” Sara Leah Whiston  ผู้อำนวยการศูนย์สิทธิมนุษยชนตะวันออกกลางกล่าว
ประมาณ 600,000 คนอาศัยอยู่ในท่าเรือของ al-Hadidah และชานเมือง

http://www.iribnews.ir/fa/news/2154275/کشتار-مسلمانان-یمن-در-ایام-جام-جهانی