รายงาน: บทบาทของซาอุฯต่อการทุจริตการเงินครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซีย

501

ในปี ค.ศ. 2015 ภายใต้การบริหารของอดีตรัฐบาล นาจิบ อัล ราซัก (Najib Razak) ในโครงการ “Development Corporation ของมาเลเซีย (1MDB) มาเลเซียได้เผชิฐกับข่าวอื้อฉาวทางการเงินที่ใหญ่ที่สุด  อย่างไรก็ดี ขณะนี้ เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาบริหาร ก็ได้มีการตรวจสอบประเด็นต่างๆของเรื่องอื้อฉาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของบริษัทซาอุดิอาระเบีย ‘Petro Saudi’ 

แม้ว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองในประเทศมาเลเซีย ซึ่งนำไปสู่การบริหารของรัฐบาลชุดใหม่ ประเด็นอื้อฉาวต่างๆ ก็ได้ถูกผลักดันเข้าสู่การทบทวนและกระบวนการพิจารณาคดี

คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งประเทศมาเลเซีย  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมนานหลายชั่วโมง เป็นจำนวนสองครั้ง โดยมีการเชิญตัวอดีตนายก Najib Razak  เพื่อตรวจสอบสำนวนคดีด้วย  โดยก่อนหน้านั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังได้ดำเนินการยึดทรัพย์สินจำนวนมาก และสินค้าหรูหราจากบ้าน และญาติสนิทของเขา

Javier Andrea Joosto อดีตพนักงานชาวสวิตเซอร์แลนด์ ประจำบริษัท น้ำมันปิโตรเคมีซาอุดีอาระเบีย เป็นบุุคคลที่ติดโผรายชื่อ ผู้แฉเรื่องอื้อฉาวทางการเงินของรัฐบาลมาเลเซียครั้งนี้ ยังได้ปรากฏตัวที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งมาเลเซีย ในฐานะพยานและตอบคำถามสองสามข้อเกี่ยวกับเรื่องนี้

Najib Razzak อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 9 พ.ค. และไม่สามารถที่จะทำหน้าที่บริหารประเทศได้อีกสมัย ขณะนี้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งมาเลเซียกำลังตรวจสอบแฟ้มคลังข้อมูลของรัฐเกี่ยวกับการทุจริตของเขา

Najib Razzak เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ถูกสั่งห้ามออกนอกประเทศ ถูกตรวจสอบและยึดทรัพย์สินบางส่วนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในปี 2009 ในฐานะนายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนที่ 6 เขาได้จัดทำโครงการเพื่อพัฒนาประเทศ คือ “บริษัทพัฒนามาเลเซีย” (1MDB) และยังได้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการด้วย

ต่อมา บริษัท พัฒนามาเลเซีย (1MDB ) และ บริษัท Petro Saudi ของซาอุดิอาระเบีย ได้ร่วมลงทุนในแผนการพัฒนาประเทศมาเลเซีย  ในขณะที่รัฐบาลได้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาแผนพัฒนาประเทศมาเลเซีย  ในปี2015 ได้มีการเผยแพร่รายงานที่ชี้ถึงการฟอกเงินและการทุจริตต่อการลงทุนเหล่านี้

คดีอื้อฉาวทางการเงินมูลค่า 1.32 พันล้านเหรียญได้ถูกสอบสวนและดำเนินคดีโดยอย่างน้อยหกประเทศและศาลยุติธรรมสหรัฐฯได้เรียกเก็บเงิน 4.5 พันล้านดอลลาร์ในความเสียหายทางการเงินจากกรณีนี้

หลังจากการเปิดเผยเรื่องอื้อฉาวทางการเงินเหล่านี้  การประท้วงหลายพันคนก็ได้เกิดขึ้นบนถนนในเมืองหลวงของมาเลเซีย และพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรทางการเมืองกับพรรครัฐบาลก่อนหน้านี้ ก็ได้ออกมาวิจารณ์นาญิบอย่างหนัก ซึ่งหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดคือ Mahatyr Mohammed  อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่สี่ของมาเลเซีย

ทว่า Najib Razaq ในเวลานั้น กลับออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา แม้ว่าจะมีการประท้วงที่กว้างขวางและถือว่าการร่วมลงทุนกับพันธมิตรซาอุดีอาระเบียประสบความสำเร็จ

แต่ฝ่ายต่อต้านนาจิบกล่าวหาว่า เขาใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อหยุดการสืบสวนการทุจริตและการฟอกเงินเกี่ยวกับการลงทุนของ “ปิโตรซาอุ” และ “1MDB”

แม้ว่าคดีนี้จะถูกปิดการสอบสอนในช่วงที่ “Najib” อยู่ในอำนาจ แต่ประเทศอื่น ๆ ในโลก รวมทั้งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยังคงดำเนินการสืบสวนคดีต่อไป และในขณะเดียวกัน ก็ได้ยึดส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของรัฐบาลมาเลเซียเอาไว้

ด้วยชัยชนะของพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด   กรณีคดีดังกล่าว จึงได้เริ่มมีการสอบสวนและพูดถึงอีกครั้งในมาเลเซีย และมีบางคนที่เกี่ยวข้องกับ “1MDB” รวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีเอง ก็ถูกเรียกตัวไปที่คณะกรรมาธิการต่อต้านการทุจริตแห่งประเทศมาเลเซีย เพื่อตอบคำถามของคณะกรรมการนี้

หนึ่งในคนสุดท้ายที่ไปให้ปากคำที่คณะกรรมาธิการต่อต้านการทุจริตของมาเลเซียคือ Javier Jeosto  ชาวสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท  “petro-Saudi”  ตั้งแต่ปี  2011  และหลังจากนั้นก็ได้เปิดเผยเอกสารที่เขาเรียกว่า “เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวทางการเงิน” ของรัฐบาล Najib Razak

ในขณะนั้น สื่อบางแห่งของมาเลเซียระบุว่า   Javier Andre Jeosto เป็นคนที่ขโมยและขายเอกสารของ “Petro Saudi”

อย่างไรก็ตามบุคคลที่สำคัญในเรื่องอื้อฉาว “1MDB   ” ได้อธิบายต่อคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งประเทศมาเลเซียว่า ไม่ได้แย่งชิงและขโมยไฟล์ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไฟล์เหล่านั้นไม่ได้ถูกขโมยไป แต่พวกเขาได้มอบให้กับผมแล้ว และผมก็ส่งต่อให้พวกเขาโดยที่ไม่มีการแก้ไขข้อมูลแต่อย่างใด” เขากล่าวเสริม

Joosto กล่าวเสริมว่า “นี่คือไฟล์ข้อมูลของเซิร์ฟเวอร์ Petro Saudi  “ ซึ่งจะบอกถึงรายละเอียดข้อมูลของ “1MDB   ” และ “Petro Saudi”

อดีตพนักงานของบริษัทซาอุดีอาระเบียถูกจับกุมในประเทศไทยหลังจากเปิดเผยแฟ้มข้อมูล

ตามที่สื่อมาเลเซียเปิดเผย   Joosto กล่าวว่า หลังจากที่ถูกจับกุมตัว  มีการยื่นข้อเสนอให้กับเขา

เขาเสริมว่า “พวกเขากล่าวว่า ยอมรับเสียเถิด (ว่าขโมยข้อมูล) แล้วโทษจะกลายเป็นเบา  มิฉะนั้นจะถูกคุมขังในสถานที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเป็นเวลา 10 ปี “

เขาบอกว่า  เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่าเขาได้ขโมยข้อมูลและทำให้สื่อมวลชนสามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีนี้ ซึ่งเขา และนักข่าวจำเป็นจำต้องเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ที่เป็นลบในกรณีนี้ และกรณีการจัดการของ Petro Saud ให้กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

อดีตพนักงานของ บริษัทซาอุดีอาระเบีย กล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกเขากล่าวว่า จงสารภาพ และในอีก 6 เดือนข้างหน้าก็จะได้รับการอภัยโทษ มิฉะนั้นคุณจะต้องอยู่ในคุกเป็นเวลา 10 ปี”

Joosto ต่อมาได้ให้ข้อมูลกับแหล่งข่าว  The Star ในการเผชิญหน้ากับเงื่อนไขและการลงโทษที่ร้ายแรง เนื่องจากการเปิดเผยการทุจริตทางการเงินในการลงทุนร่วมกันของซาอุดิอาระเบีย – มาเลเซีย

Najib Razaq ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าจะถูกดำเนินคดีในหลายประการ เมื่อครั้งที่ยังอยู่ในอำนาจ เขาได้เรียกร้องให้ย้าย Joosto ไปยังประเทศมาเลเซีย และทำการพิจารณาคดีในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ” Joosto ” ได้รับการอภัยโทษและปล่อยตัวออกมาจากความพยายามของเจ้าหน้าที่สวิสที่ได้รับการอภัยโทษในราชอาณาจักรไทย

ขณะนี้มีแนวโน้มว่าชายชาวสวิสวัย  52 ปีจะอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งจะเป็นพยานปากสำคัญในขั้นตอนทางกฎหมายของรัฐบาลมาเลเซียชุดใหม่เพื่อดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

Source:irna jamnews