บทความ: ปาเลสไตน์ “แผลฉกรรจ์” บนเรือนร่างของประชาชาติอิสลาม

492

ปัญหาปาเลสไตน์และกรุงเยรูซาเล็ม คือแกนหลักของแผนและกลอุบายครั้งใหญ่ของยิวไซออนิสต์ ที่จะไม่ลงเอยด้วยข้อตกลงประนีประนอม และการเจรจาอย่างเด็ดขาด ทางออกเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ คือความเข้มแข็งของขบวนการมุกอวิมัต (กองกำลังต้านทาน) และการยืนหยัดต่อสู้ของประชาชาติอิสลามต่อระบอบการปกครองที่รุกราน และกดขี่นี้

อยาตุลลอฮ์  คาเมเนเอี ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน  กล่าวสุนทรพจน์เมื่อปีที่แล้วกับบรรดาแขกผู้เข้าร่วมในการประชุม สุดยอดรัฐสภาอิสลาม ครั้งที่ 13  โดยถือว่า ประเด็นปาเลสไตน์เป็นหน้าที่ของทุกคน  และเน้นย้ำว่า: “ไม่ควรคิดว่าการเผชิญหน้ากับระบอบยิวไซออนิสต์จะไม่ก่อประโยชน์อันใด  แต่ทว่าด้วยพระประสงค์และการอนุมัติของพระองค์ การต่อสู้และการยืนหยัดกับระบอบยิวไซออนิสต์จะบรรลุผลย่างแน่นอน  เหมือนดังที่ขบวนการต่อต้าน(มุกอวิมัต)มีความคืบหน้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”

ขณะนี้สถานการณ์ในปาเลสไตน์เป็นตัวอย่างของความจริงนี้ และการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนและสันติภาพอย่างยุติธรรมในภูมิภาคขึ้นอยู่กับการกำจัดระบอบปกครองยิวไซออนิสต์ให้หมดไปอย่างสมบูรณ์ และจะนำมาซึ่งการกลับมาของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ไปยังดินแดนของตน  การตัดสินใจในอนาคต และอนาคตของรัฐปาเลสไตน์บนพื้นฐานของการลงประชามติกับผู้อยู่อาศัยหลักทั้งหมดและในท้ายที่สุด ” รัฐปาเลสไตน์แบบครบวงจรก็จะถูกสถาปนาอย่างมีเกียตริในเมืองหลวงของกรุงเยรูซาเล็มอันศักดิ์สิทธิ์

กระทรวงต่างประเทศของอิหร่านประกาศในคืนวันอาทิตย์ ซึ่งได้ออกแถลงการณ์อย่างต่อเนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีแห่งการยึดครองปาเลสไตน์ว่า  กรุงเยรูซาเล็มเป็นส่วนสำคัญของดินแดนปาเลสไตน์ที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้  เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งจากสามแห่งของอิสลาม ซึ่งความพยายามที่จะย้ายสถานทูตยิวไซออนิสต์ไปยังกรุงเยรูซาเล็มนั้น ถือเป็นการละเมิดมาตรฐานสากลและมติรวมของนานาชาติ  อาทิเช่น มติในปี 1980 มติ 478 และ 2334 (2016)

ในแถลงการณ์ ระบุว่า  “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความต่อเนื่องของการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ และการก่อการร้ายของรัฐบาลยิวไซออนิสม์ รวมถึงการตัดสินใจที่ไม่สมควร และผิดกฎหมายเมื่อไม่นานมานี้ของรัฐบาลที่นำโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งให้การยอมรับเมืองเยรูซาเล็ม (Quds )ว่าเป็นเมืองหลวงของระบอบนี้ และย้ายสถานทูตไปยังเมืองนี้  มันจะยิ่งเพิ่มความตั้งใจและความมุ่งมั่นของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกกดขี่ข่มเหงให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ ต่อต้านและคัดค้านการยึดครองมากยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2017  ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา  โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศให้เยรูซาเล็ม ( Quds ) เป็นเมืองหลวงของระบอบยิวไซออนิสต์ แม้ว่าจะมีการคัดค้านในระดับภูมิภาคและระดับโลก แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯก็ยังได้ประกาศสิ่งนี้ไป เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2018  ที่จะสถานทูตอเมริกาจากเทลอาวีฟไปยังเยรูซาเล็ม ( Qods)

ชะตากรรมของปาเลสไตน์ได้เข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญและละเอียดอ่อนยิ่ง   การปรากฏตัวของผู้ก่ออาชญากรรมที่เรียกว่าอิสราเอล ซึ่งได้กลืนกินรัฐอิสลามปาเลสไตน์เสียส่วนใหญ่  และขณะนี้ด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐฯกำลังวางแผนที่จะดำเนินการตามแผนใหม่ที่อันตรายนี้ให้เสร็จสมบูรณ์

Hassan Reyran  ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางชี้ให้เห็นถึงการวิเคราะห์รากเหง้าของการสมรู้ร่วมคิดครั้งนี้โดยชี้ถึงเหตุการณ์ในอดีตและกล่าวว่า: “… พวกยิวไซออนิสต์ได้อ้างบนพื้นฐานของประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนว่า พวกเขาเคยอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ โดยถือที่นี่เป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขา ถ้าหากสิ่งนี้เป็นเกณฑ์ เมื่อทุกประเทศเคยอยู่ที่นั่นในยุคสมัยหนึ่ง ดังนั้นสถานที่แห่งนั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาตลอดไป   ซึ่งเราขอกล่าวว่า  เราชาวอิหร่าน ในยุคสมัยหนึ่งก็เคยอยู่ในกรีซและอียิปต์ และในสถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย … ซึ่งปัญหาทั้งหมดเหล่านี้ ที่ไซออนิสต์อ้างขึ้นมานั้นเพื่อสร้างความถูกต้องให้กับพวกเขา  ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีพื้นฐานที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่อย่างใด “

ในคำพูดของผู้นำการปฏิวัติ ได้กล่าวว่า ยิวไซออนิสต์เคยประกาศคำขวัญ  “จากไนล์สู่ยูเฟรติส” เป็นการชี้ถึงรัฐอิสราเอลที่พวกเขาปราถนาจะสถาปนาขึ้น แต่ทว่าสถานการณ์ตอนนี้กลับทำให้พวกเขาต้องหมกมุ่นอยู่กับการสร้างกำแพงเพื่อปกป้องตัวเอง  ตามที่ผู้นำการปฏิวัติอิสลามได้เน้นย้ำว่า  “ปาเลสไตน์เป็นองค์ประกอบรวมและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน”จากทะเลสู่แม่น้ำ” และกรุงเยรูซาเล็มก็เป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์ มันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีวันถูกปฏิเสธได้”

Source: parstoday.com