วิเคราะห์: อิสราเอลยังคงรุกรานซีเรียต่อไป ขณะสวมบทเป็น “เหยื่อ” สงคราม

414
รถถัง Merkava และทหาร ของอิสราเอล กำลังประจำการ ณ พื้นที่ใกล้ชายแดนซีเรีย ในที่ราบสูงโกลาน (ซึ่งผนวกรวมกับอิสราเอล) วันที่ 10 พฤษภาคม 2018 / ภาพโดย Menahem Kahana / AFP / Getty Images

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นักเขียนและคอลัมนิสต์ได้ทุ่มเทหยาดเหงื่อ และหยดหมึกให้แก่หน้าหนังสือพิมพ์ The New York Times และสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำของประเทศตะวันตก ในประเด็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการทำสงครามระหว่างอิสราเอลกับปฏิปักษ์ของตนในภูมิภาคนี้ ทั้งๆที่ความเป็นจริง มีอยู่ว่า อิสราเอลได้เริ่มทำสงครามในซีเรียเป็นเวลาหลายปีแล้ว นอกจากนี้ การต่อสู้เกือบทั้งหมด ยังถือเป็นการรุกรานเพียงด้านเดียว

อิสราเอลโจมตีศัตรูของตน เมื่อใดก็ตามที่ปราถนา และได้รับผลกระทบ เป็นการโต้ตอบจากขบวนการฮิซบุลลอฮ์ รัฐบาลอัสซาด อิหร่านและรัสเซีย ที่ยังถือว่า เล็กน้อยเกินไปกับพฤติกรรมการรุกรานของตน แม้ว่าสื่อมวลชนสหรัฐฯจะเริ่มให้ความสำคัญกับบทบาทของอิสราเอลในซีเรียมากขึ้น นับตั้งแต่ที่ อัสซาดได้ทำลายเครื่องบินรบของอิสราเอลในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถึงกระนั้น สื่อกระแสหลักก็ยังคงปิดบังการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในซีเรียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนี้ เพื่อเริ่มต้น การอภิปรายอย่างชาญฉลาดในประเด็นเหล่านี้ เราคงจำเป็นต้องเริ่มจากการทบทวนประวัติพฤติกรรมของอิสราเอล ในซีเรียและเลบานอน ตั้งแต่สงครามกลางเมืองเกิดขึ้น

ในช่วงหกปีที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดการโจมตีอย่างน้อยกว่า 100 ครั้ง ไปยังขบวนรถในซีเรีย ที่ถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธครอบครอง (บ้างอ้างว่าอาจจะมีขีปนาวุธขั้นสูง) เพื่อนำไปให้ขบวนการฮิซบุลลอฮ์ และกองกำลังทหารชีอะฮ์อื่น ๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ the Guardian รายงานว่า อิสราเอลได้ทำการโจมตีในซีเรียบ่อยครั้ง จนเกือบจะเป็นรายสัปดาห์ ตลอดระยะเวลากว่า 18 เดือนที่ผ่านมา และไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้เราเชื่อได้ว่า อัตราการโจมตีดังกล่าวจะลดลงไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม การโจมตีเหล่านี้ กลับยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น ภายใต้การนำของคณะบริหารทรัมป์ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายไปยังกองกำลังของรัฐบาลซีเรีย ขบวนการฮิซบุลลอฮ์ และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

อิสราเอลมักเปิดฉากการโจมตีเหล่านี้ พร้อมๆกับภารกิจลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าเลบานอน ซึ่งถือเป็นการละเมิดน่านฟ้าของเลบานอนในทุกๆวัน เหตุการณ์นี้ได้พิสูจน์แล้วว่า เลบานอนไร้อำนาจในการยับยั้งอิสราเอล เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เครื่องบินไอพ่นของอิสราเอลบินพุ่งลงไปทางภาคใต้ของเลบานอน พวกเขาชนเข้ากับหน้าต่างจนแตกกระจาย ความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน ในบางครั้ง ซีเรียจะช่วยยิงสกัดไปยังเครื่องบินไอพ่นของอิสราเอลที่บินข้ามเลบานอน ในบริเวณใกล้ชายแดนซีเรีย-เลบานอน แต่ก็ยังมีหลายครั้งที่กองทัพอากาศอัสซาด ยิงพลาดเป้าไป

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลก็ยังคงตอบโต้อย่างหนักไปยังทุกความเคลื่อนไหวทางทหารของอัสซาด แม้แต่ในความพยายามป้องกันตัวเองของเขา ซึ่งการตอบโต้มักจะมาในรูปแบบของการทำลายแบตเตอรี่ระบบต่อต้านอากาศยานซีเรีย

หลังจากที่ซีเรีย ยิงเครื่องบินไอพ่นอิสราเอลสำเร็จ ในเดือนกุมภาพันธ์ – เหตุการณ์ที่นับได้ว่าเป็นความผิดที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากมันได้สร้างมลทินเล็กๆ ให้กับภาพลักษณ์กองทัพทหารที่ยิ่งใหญ่ของอิสราเอล ตามที่พวกเขาพยายามกล่าวอ้าง อิสราเอลจึงได้ทำลายระบบต่อต้านอากาศยาน-ป้องกันขีปนาวุธ เกือบครึ่งหนึ่งของอัสซาด ส่งผลทำให้อิสราเอลเกือบจะสามารถเข้าถึงยังน่านฟ้าของซีเรียและเลบานอนได้อย่างเป็นอิสระ

รายงานล่าสุดระบุว่า รัสเซียจะจัดหาอาวุธให้รัฐบาลซีเรีย ด้วยกับระบบป้องกันอากาศยาน S-300 รุ่นใหม่ในเร็ววันนี้ อิสราเอลได้สัญญาว่าจะโจมตีซีเรีย หากแบตเตอรี่เหล่านี้ถูกนำไปใช้โดยรัฐบาลอัสซาด ท่าทีเช่นนี้ของอิสราเอล เป็นการแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า ความพยายามของศัตรูในการยับยั้งและการป้องกันตนเอง ไม่ว่ามันจะอ่อนโอนเพียงใด ยังคงถูกพิจารณาว่า เป็นการฝ่าเส้นสีแดงสำหรับกองกำลังทหารอิสราเอลอยู่วันยันค่ำ

ผู้ที่คอยตรวจสอบการใช้พลังงานของอิสราเอล คือ รัสเซีย – กรุงเยรูซาเล็ม และกรุงมอสโกยังคงรักษาการติดต่อสื่อสารที่เปิดกว้าง เพื่อหลีกเลี่ยงแรงเสียดทานใดๆก็ตามที่อาจเกิดจขึ้นระหว่างอำนาจนิวเคลียร์ทั้งสอง มีรายงานว่า หากว่าประธานาธิบดีรัสเซียปูตินไม่ได้แจ้งไปยังนายกฯเนทันยาฮู และบอกให้เขาควบคุมการโจมตีทางอากาศ อิสราเอลก็คงจะยิงถล่มเป้าหมายจำนวนมากขึ้นในซีเรีย เพื่อแก้แค้นไปยังการโจมตีเครื่องบินไอพ่น

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล Avigdor Lieberman เพิ่งจะบอกกับเว็บไซต์ข่าว Walla ของอิสราเอลว่า “เราจะรักษาเสรีภาพในการปฏิบัติงานทั้งหมดไว้ (ในซีเรีย) เราจะไม่ยอมรับข้อจำกัด ใด ๆ เมื่อพูดถึงการปกป้องผลประโยชน์ด้านความปลอดภัยของเรา ไม่ใช่แม้ข้อจำกัดที่มาจากรัสเซีย หรือ ประเทศใด ๆ ก็ตาม” ดังนั้น การโจมตีของอิสราเอลที่มีต่อพันธมิตรรัสเซียในซีเรีย (หมายถึงอัสซาด และอิหร่าน) เหล่านี้ เป็นผลทำให้รัสเซียไม่ได้ดำเนินการตอบสนองทางทหารไปยังอิสราเอลอย่างจริงจัง เราสามารถสรุปได้ว่า ปูตินยังไม่เต็มใจที่จะเสี่ยงประเทศตนเองโดยตรง เพื่อปกป้องพันธมิตรตะวันออกกลางของตน เพราะการทำสงครามอย่างเต็มกำลังกับอิสราเอล ณ ที่นี้ ย่อมหมายถึงกาประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน

การตัดสินใจทางยุทธวิธีนี้อาจเป็นผลมาจากข้อสรุปของปูตินที่ว่า สหรัฐฯไม่มีเป้าหมายที่จะขับไล่อัสซาดอีกต่อไปแล้ว เขาจึงเลือกที่จะอดทนต่อการรุกรานของอิสราเอล โดยแลกกับเป้าหมายที่ใหญ่กว่าของเขา ในการรักษา ลูกค้าซีเรีย ให้ยังคงอยู่ในอำนาจ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรมแดนระหว่างอิสราเอล และเลบานอนยังคงเงียบสงบเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นกรณีที่มีการปะทะกันเป็นครั้งคราว ซึ่งอิสราเอลจัดว่า มันเป็นประเด็นทางด้านโยบายที่จะต้องดำเนินการ ตัวอย่างเช่น ในปี 2015 หลังจากที่อิสราเอลได้ลอบสังหาร พันตรีชาวอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ ณ ที่ราบสูงโกลานของซีเรีย เหตุการณ์นั้นได้ถูกตอบโต้โดยฮิซบุลลอฮ์ พวกเขาได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธ 6 ลำ ไปยังอิสราเอล เป็นเหตุทำให้ทหารอิสราเอลสองคนเสียชีวิต และพลเรือนหลายคนได้รับบาดเจ็บ

ในการตอบสนองไปยังฮิซบุลลอฮ์ อิสราเอลได้ยิงกระสุนปืนใหญ่ และกระสุนปืนที่เต็มไปด้วยอาวุธเคมีฟอสฟอรัสขาวทั่วพรมแดนอิสราเอล-เลบานอน ได้สังหารเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของ UN (กองกำลังระหว่างประเทศของสหประชาชาติในเลบานอน ได้บันทึกการใช้ฟอสฟอรัสฟอสฟอรัสขาวโดยทหารอิสราเอลในเลบานอน- อาวุธที่น่ารังเกียจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิสราเอลยอมรับว่า ได้ใช้มันในช่วงสงครามเลบานอนครั้งที่สอง)

สุดท้ายนี้ เราจำเป็นต้องรับรู้เรื่องราว เกี่ยวกับการสนับสนุนของอิสราเอลที่มีต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายนิกายสุหนี่หลายกลุ่ม ณ ที่ราบสูงโกลานของซีเรีย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล Moshe Ya’alon ยอมรับในปี 2015 ว่า อิสราเอลได้ส่งแพทย์และความช่วยเหลือด้านมนุษยชน ให้แก่กลุ่มญิฮาดในภาคใต้ของซีเรีย อ้างอิงจากบทความที่ตีพิมพ์โดยสถาบันสำหรับการศึกษาความมั่นคงแห่งชาติ (Tel Aviv) มีรายงานที่แพร่หลาย เกี่ยวกับความเข้าอกเข้าใจ และการประสานงานระหว่างอิสราเอลและกลุ่มก่อการร้ายอัล-นุศรอ (Al-Nusra) ซึ่งเป็นพันธมิตรในเครือของกลุ่มก่อการร้ายอัล-กออิดะอ์ (Al-Qaeda) ในประเทศซีเรีย ได้รับการตีพิมพ์

ย้อนกลับไปในปี 2014 แนวหน้าทางภาคใต้ของกองกำลังเสรีซีเรีย (FSA) พร้อมด้วยกลุ่มอัล-นุศรอ ได้ยึดอำนาจควบคุมที่ราบสูงโกลาน ด้วยการใช้อาวุธ เงินสด และยุทโธปกรณ์ ที่ได้รับการจัดหาให้โดย CIA ผ่านทางหน่วยปฏิบัติการทางทหาร (MOC) ซึ่งมีฐานอยู่ที่ อัมมาน จอร์แดน; อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ปิดฐาน MOC ที่นำโดย CIA ปรากฏว่า อิสราเอลได้เข้ามาแทนที่สหรัฐฯ ในฐานะผู้จัดหาอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และเงินให้แก่กลุ่มต่างๆ ในตอนใต้ของซีเรีย (แน่นอนว่าห่วงโซ่อุปทาน ยังคงกลับไปถึงยังประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม)

นอกจากนี้นักข่าวชาวอิสราเอล Elizabeth Tsurkov ยังได้รายงานว่า กลุ่มกบฏได้กล่าวว่า ในบางครั้งอิสราเอลได้ให้การช่วยเหลือทางทหารโดยตรงแก่กลุ่มสุนหนี่เหล่านี้จากทางใต้ของซีเรีย ในเครือของ ISIS (หรือที่เรียกว่า Daesh) โดยการยิงจู่โจม และควบคุมอาวุธเหล่านี้ด้วยขีปนาวุธความแม่นยำสูง และขีปนาวุธต่อต้านรถถัง โดยบรรดากบฏเหล่านี้ คาดหวังว่า อิสราเอลจะช่วยพวกเขาล้มล้างอัสซาด แต่เมื่อ 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ อยู่ในมือของเขา ประเด็นนี้จึงไม่อาจหยิบยกขึ้นมาบนโต๊ะพิจารณาอีกต่อไป

วัวกระทิงในร้านค้าชาวจีน

ด้วยประวัติศาสตร์อันใกล้ เราจะทำความเข้าใจ เป้าหมายในปัจจุบันของอิสราเอลได้อย่างไร?

เมื่อปลายปีที่แล้ว พลตรี Amir Eshel  ผู้บัญชาการกองทัพอากาศอิสราเอล ได้กล่าวถึงหลักคำสอนทางทหารของอิสราเอลในปัจจุบัน เขาอธิบายกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลว่า เป็นเหมือน “กระทิงในร้านค้าชาวจีน” Eshel บอกกับทาง Haaretz ว่า “เมื่ออิสราเอลมีส่วนได้เสีย มันจะดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ผมคิดว่า ในมุมมองของศัตรูของเรา ตามที่ผมเข้าใจในสิ่งต่างๆ ภาษานี้ชัดเจน และสามารถเป็นที่เข้าใจได้นอกเหนือขอบเขตตะวันออกกลาง”

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กองกำลังทหารอิสราเอลกำลังเล่นบทบาท “คนบ้า” ของ “ทฤษฎีคนบ้า” ที่โด่งดังของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ซึ่งกล่าวเอาไว้ว่า หากคู่กรณีของคุณคิดว่าคุณเป็นปืนใหญ่หลวม ๆ ที่พร้อมจะลั่นไกล จนไม่อาจคาดคิดได้ว่าคุณมีแผนการอะไร (เช่น ปล่อยระเบิดนิวเคลียร์ ใช้อาวุธเคมี ก่อให้เกิดการทำลายล้างอย่างใหญ่หลวง เพื่อตอบโต้ไปยังการยั่วยุเล็กๆน้อยๆ ฯลฯ ) พวกเขาก็จะอาจจะยินยอมอ่อนข้อลงด้วยตนเอง (ทฤษฎีนี้ย้อนหลังไปถึงยุคของ Machiavelli)

วิธีการว่าด้วย “สันติภาพผ่านการป้องปราม” นี้ สอดรับเป็นอย่างดีกับหลักการสอนทางทหาร Iron Wall ซึ่งสนันสนุนการขยายดินแดนอิสราเอล และอุดมการณ์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ของสหรัฐฯ แต่เราควรจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้ภาษา เพราะ “การป้องปราม” เป็นคำพูดที่ฟังดูสุภาพ แต่ในความเป็นจริง มันกลับเป็นศัพท์บัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดแผนนโยบาย ที่มักซ่อนเร้น การรุกราน การกดขี่ และความโหดร้ายอย่างเปิดเผยที่ชาติมหาอำนาจกระทำกับชาติอื่น

ด้วยประการฉะนี้ เมื่อพลซุ่มยิงอิสราเอล ปลิดชีพและทำให้ผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์หลายพันคนได้รับบาดเจ็บในฉนวนกาซา ในเหตุการณ์ประท้วงการย้ายสถานทูตของสหรัฐฯ อิสราเอลจึงอ้างว่า ได้กระทำการดังกล่าวไป เพื่อ “ป้องปราม” ไม่ให้ชาวปาเลสไตน์ข้ามพรมแดนออกไป – แน่นอน มันเป็น “การป้องปราม” แต่คำๆนี้ เพียงคำเดียวไม่สามารถอธิบายการกระทำของอิสราเอล ว่าด้วยการกักขังชาวปาเลสไตน์เกือบ 2 ล้านคนในฉนวนกาซา เป็นระยะเวลายาวนานมากกว่าทศวรรษ

ในทำนองเดียวกัน ใครบางคนอาจอ้างได้ว่า คณะบริหารทรัมป์ กำลัง “ป้องปราม” บรรดาแรงงานผู้อพยพ จากการข้ามชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก โดยการลักพาตัวลูกๆของพวกเขา เมื่อเดินทางมาถึงยังสหรัฐฯ…

อิสราเอลอ้างว่า กำลังปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ ในนามของการป้องกันและรักษาความมั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผู้เขียนรับรู้ มันยังคงมีคนจำนวนน้อยนิดเกินไป ที่จะโต้เถียงอย่างจริงจังไปยังการโจมตีของอิสราเอลที่มีต่อ อัสซาด อิหร่าน และฮิซบุลลอฮ์ ไม่มีใครถกเถียงว่า สิ่งที่อิสราเอลทำ เป็นไปเพียงเพื่อปกป้องตนเองภายในขอบเขตของกฎหมายจริงหรือไม่ อย่างไร เห็นได้ว่าไม่มีการอภิปราย หรือ โต้แย้งเกี่ยวกับประเด็นนี้ แม้แต่ในบทวิเคราะห์อย่างคร่าวๆ ไม่มีข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติใด ที่จะอนุมัติการคว่ำบาตร (Sanction) การโจมตีต่างๆ และแทบจะไม่มีใครแกล้งทำเป็นว่า อิสราเอลกำลังเผชิญหน้ากับการโจมตีจากอัสซาด และพันธมิตรที่ใกล้เข้ามา

แม้ว่าเราจะสมมติเอาเพื่อการอภิปราย โดยกล่าวว่า โดรนที่ถล่มน่านฟ้าอิสราเอลในเดือนกุมภาพันธ์ ได้รับการติดอาวุธโดยอิหร่านจริงๆ อย่างไรก็ตาม การโจมตีครั้งนี้ก็เกิดขึ้น ภายหลังจากที่อิสราเอลโจมตีอิหร่านในซีเรียซ้ำแล้วซ้ำอีก มิใช่หรือ? – ในทางตรงกันข้าม อัสซาด อาจจะทำให้เป็นเหตุในการโจมตีอิสราเอลโดยไม่เจตนา เนื่องจากอิสราเอลได้รุกรานระบอบการปกครองของเขาก่อนอย่างก้าวร้าวมานานหลายทศวรรษ รวมถึงความรุนแรงของสงครามเมื่อไม่นานมานี้

จากบรรดา “ผลประโยชน์ ที่อิสราเอลได้ครอบครองไว้โดยสมบูรณ์” ในเลบานอนและซีเรีย ตามถ้อยแถลงของอิสราเอล มีดังต่อไปนี้: การกีดกันกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ จากการติดตั้งอาวุธขั้นสูง (เช่น ขีปนาวุธนำวิถี) และการกีดกันไม่ให้พวกเขาสร้างโรงงานผลิตอาวุธ; การจำกัดไม่ให้มีกองทัพชีอะฮ์อยู่ภายในบริเวณชายแดนทางตอนเหนือ; และการป้องกันไม่ให้อิหร่านตั้งค่ายทหาร นอกจากนี้อิสราเอล ยังได้ขู่ว่าจะโจมตีเลบานอน หากพลเมืองของตน เลือกผู้นำที่ไม่สอดรับกับอิสราเอล ในการเลือกตั้งรัฐสภาที่ผ่านมาไม่นานนี้

ปลายเดือนมกราคม นายพลจัตวา Ronen Manelis บอกกับทาง Haaretz ว่า ถ้า Hezbollah สามารถ เอาชนะฝ่ายสุนหนี่ ในการเลือกตั้งเดือน พฤษภาคม 2018 แล้ว “กองทัพอิสราเอล จะเตรียมพร้อม และเตรียมการ…และจะพัฒนาความพร้อมของตนให้สำเร็จภายในปีนี้” ดังนั้น สำหรับนายพลผู้นี้แล้ว  การป่าวประกาศ วาทกรรม “ประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง” เป็นเพียงแค่การลวงโลก เพราะเขาได้พิจารณาว่า ประชาธิปไตยในเลบานอน เป็นการฝ่าเส้นสีแดง หากมันเป็นไปในทางที่ขัดกับผลประโยชน์ของอิสราเอล เช่นเดียวกับกรณีที่ อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้เคยพยายามทำการรัฐประหาร เมื่อพวกเขาทนไม่ได้กับชัยชนะของฮามาส จากผลการเลือกตั้งที่เป็นอิสระ และยุติธรรมของปาเลสไตน์ เมื่อปี 2006

เราสามารถค้นพบวัตถุประสงค์เพิ่มเติม ได้จากการพิจารณาการกระทำของอิสราเอลและสหรัฐฯ สหรัฐอเมริกากับสุนัขโจมตีของตน – อิสราเอล – ต้องการบ่อนทำลายความมั่นคงของอัสซาดมากเท่าที่จะมากได้ ก่อนที่ระบอบการปกครองของเขาจะมีอำนาจควบคุมซีเรียอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้อิสราเอลได้ยอมรับบาชัร อัลอัสซาด ณ ที่ชายแดนทางตอนเหนือ โดยไม่ได้จัดการเขาจนราบคาบ สำหรับระยะเวลาส่วนมากที่เขาดำรงตำแหน่ง เมื่อคณะบริหารประธานาธิบดี บุช จูเนียร์ เข้าหา อาเรียล ชารอน นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในตอนนั้น เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสที่จะโค่นล้มอัสซาด ชารอน กล่าวว่า “อิสราเอลขอเลือกปีศาจที่ตนรู้จักดี”

ไม่ว่าการเลือกนี้จะยังคงดำรงอยู่ ในความคิดของเยรูซาเล็มหรือไม่ในวันนี้ สหรัฐฯ ดูเหมือนว่า จะไม่ขอนำเสนอการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองในซีเรีย ในฐานะทางเลือกหนึ่งอีกต่อไป มีแนวโน้มว่าพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับผู้สนับสนุนหลักของอัสซาด อย่าง รัสเซีย อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงาของสงครามกลางเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ พันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯกำลังพยายามบรรลุความตั้งใจในการบ่อนทำลายอัสซาด ศัตรูของพวกเขาไม่มากก็น้อย เพราะเมื่อฝุ่นถูกปัดออก จะทำให้มีระบอบการปกครองที่อ่อนแอปักหลักอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล

การวิเคราะห์เชิงอนุรักษ์นิยม กล่าวว่า สงครามครั้งใหญ่ล่าสุดที่เกิดขึ้นระหว่าง อิสราเอล และกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ เริ่มต้นเพราะต่างฝ่ายต่างคำนวณวิธีการที่อีกฝ่ายจะโต้ตอบไปยังการยั่วยุผิดพลาด ในบรรยากาศวันนี้ ที่ซึ่งทุกฝ่ายต่างมีการติดอาวุธ การคำนวณที่ผิดพลาดในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ อาจนำไปสู่การหนองเลือด ที่จะผลาญทำลายพลเรือน (ทั้งในอิสราเอล ซีเรีย และเลบานอน)เป็นจำนวนมาก

ในขณะที่ฮิซบุลลอฮ์มีคลังแสงขีปนาวุธที่ยิ่งใหญ่ แต่เท่าที่เปิดเผย ก็ยังคงเทียบไม่ได้กับสิ่งที่อิสราเอลครอบครอง ซึ่งถือว่าเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ตามที่มีการกล่าวอ้าง การที่ฮิซบุลลอฮ์จะกระโจนเข้าสู่สงครามตอนนี้ หรือในอนาคตอันใกล้อาจจะดูเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผล แต่ถ้าหากว่า ฮิซบุลลอฮ์ถูกลอบกัดไปเรื่อยๆ กล่าวถึงในกรณีที่อิสราเอลได้พยายามลอบสังหารผู้นำของกลุ่มในการโต้ตอบไปยังชัยชนะของฮิซบุลลอฮ์สำหรับการเลือกตั้งที่ผ่านมา  ฮิซบุลลอฮ์ ก็อาจจะคิดว่า ตนจำเป็นต้องต่อสู้ เพื่อความอยู่รอด และสิ่งนี้จะนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการกระตุ้นอัสซาดและอิหร่าน ให้เข้าสู่สงครามเพื่อช่วยเหลือ และนั่นย่อมหมายถึงการเข้ามามีส่วนรวมของมหาอำนาจรัสเซีย และสหรัฐฯ ในเครือข่ายพันธมิตรสงครามที่น่ากลัวนี้

ในทางกลับกัน เราอาจเห็นอิสราเอลและสหรัฐฯกำลังพยายามเริ่มสงครามกับอิหร่าน วาทะสนับสนุนสงคราม ได้ถูกโฆษณาชวนเชื่อและแผร่กระจายภายใต้การบริหารของทรัมป์นานกว่าหลายเดือน ในเดือนกุมภาพันธ์ พลโท H.R. McMaster, อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้ว.. สำหรับการดำเนินการต่อต้านอิหร่าน” นับจากนั้นทรัมป์ได้แทนที่ McMaster ด้วย John Bolton ผู้ซึ่งได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในกรุงเตหะรานมานานหลายปี ไม่นานมานี้เขาได้พูดถึงสิ่งนี้ต่อหน้าที่ประชุมชาวอิหร่านที่หลบหนีออกนอกประเทศ เมื่อปลายเดือนมีนาคม

ไม่เพียงแต่ในทำเนียบขาว ท่าทีของเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ Nikki Haley ก็เช่นเดียวกัน เธอได้วางรากฐานสำหรับการสงคราม ด้วยการป่าวประกาศอย่างแข็งกร้าว ขณะยืนอยู่ตรงหน้ากองขีปนาวุธที่อิหร่านจัดหาให้กลุ่ม Houthi เยเมน เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มอย่างชัดเจนว่าการประชาสัมพันธ์ของเธอนั้น สอดรับกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล นายเนทัน ยาฮู ซึ่งเคยแสดงบทบาทในลักษณะที่คล้ายกันกับฮาร์ดแวร์อันยิ่งใหญ่ของอิหร่าน ในการประชุมด้านความมั่นคงในมิวนิก

อย่างเป็นทางการของกองทัพอิสราเอลว่า โดรนของอิหร่านได้รับการติดอาวุธ (ซึ่งตรงกันข้ามกับแถลงการณ์ก่อนหน้านี้) ชี้ให้เราเข้าใจได้ว่า รัฐบาลอิสราเอล อาจจะกำลังเตรียมสาธารณชนให้พร้อมสำหรับการทำสงครามครั้งใหญ่กับอิหร่าน

แน่นอนว่า การโจมตีอย่างหนักหน่วงของอิสราเอลที่มีต่ออิหร่านในซีเรียเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้สังหารเจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านอีกคนหนึ่ง และเช่นเดียวกัน การโจมตีอย่างมโหฬาร ต่อต้านอัสซาด และอิหร่านเมื่อวันที่ 30 เมษายน เป็นสองเหตุการณ์ยั่วยุที่สำคัญ ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการกระตุ้นการตอบสนองทางทหารที่ถูกจำกัด จากอิหร่าน

ดังนี้ ดูเหมือนว่า อิสราเอล พ่วงด้วยการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีผู้กระหายสงครามชุดใหม่ของทรัมป์ กำลังพยายามเล็งเป้าหมายไปที่การปลุกปั่นให้ศัตรูของตนทำการโจมตีในผืนดินอิสราเอลเอง

พวกเขายังคงไม่พอใจกับสงครามในเกรดต่ำ อิสราเอลได้เปิดตัวการรุกรานครั้งใหญ่อีกครั้งไปยังอัสซาดและอิหร่าน เพิ่อตอบสนองไปยังการโต้ตอบที่จำกัดของอิหร่าน แน่นอนว่า นี่เป็นอีกเหตุการณ์ยั่วยุที่เป็นอันตรายยิ่ง

ในขณะเดียวกัน ตัวเลือกทางการทูตยังคงดำเนินอยู่บนโต๊ะเจรจา ข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเนทันยาฮูและล็อบบี้ของอิสราเอลในสหรัฐอเมริกาได้ต่อต้านอย่างแข็งขัน ในวันนี้มีเส้นทางที่ชัดเจน และได้รับการยอมรับว่าเป็นความสำเร็จ โดยทั่วทั้งโลก และรวมถึงกองทัพอิสราเอล

สหรัฐฯและอิสราเอล ได้พาดพิงถึงเส้นทางการทูตที่เฉพาะเจาะจงแล้วในขณะนี้ และอีกหนหนึ่ง พวกเขาได้เปิดเผยความปรารถนาในการทำสงคราม ไม่ใช่การสร้างสันติภาพ อย่างไรก็ตามในภายหลังข้อตกลงระหว่างประเทศนี้อาจถูกเรียกคืนโดยสหรัฐอเมริกา

และสำหรับชาวโลกอื่นๆ มันมีโอกาสมากขึ้นสำหรับการสร้างสันติภาพ ผ่านการเจรจาต่อรอง ที่มีอยู่ ตัวอย่างเช่น เกือบทุกประเทศ ในตะวันออกกลาง (ยกเว้นซีเรีย และอิสราเอล)สนับสนุนการสร้างพื้นที่ปลอดอาวุธทำลายล้าง รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมีและชีวภาพ

สุดท้ายแล้ว การยุติการยึดครองอย่างไม่ชอบธรรม รวมทั้งการเพิกถอนพฤติกรรมกวาดล้างประชาชนปาเลสไตน์อย่างโหดเหี้ยมของอิสราเอลในฉนวนกาซ่ากว่าทศวรรษ โดยทันทีและปราศจากเงื่อนไข ตามคำเรียกร้องของนานาชาติ อาจจะเป็นการลบล้างความขัดแย้งที่โลกอิสลาม มีต่ออิสราเอล และป้องกันการหนองเลือดครั้งยิ่งใหญ่ได้

แต่น่าเสียดายที่ระบอบการปกครองในปัจจุบันของกรุงวอชิงตัน และกรุงเยรูซาเล็ม ไม่ได้สนใจแนวทางทางการทูต ดังนี้แนวโน้มความรุนแรงในปัจจุบัน จึงจะยังคงดำเนินต่อไป มิหนำซ้ำ มันยังยิ่งนำเราเข้าใกล้กับหน้าผาของสงครามครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างสองฝั่งขั้วอำนาจ ที่ทรงอานุภาพด้วยอาวุธ และยุทโธปกรณ์ อีกด้วย…

……
เรียบเรียงจาก Zak Witus, Truthout