ความจริงอันขมขื่นในสถานการณ์ “คนยากจน” ของอเมริกา – รายงานพิเศษโดย UN

1269
JOHN PARTIPILO/THE TENNESSEAN

ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ในแคลิฟอร์เนีย เวอร์จิเนียตะวันตก วอชิงตันดีซีและรัฐอื่น ๆ หลายแห่งแสดงให้เห็นว่า ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการด้านสาธารณะสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มหาภาค ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของการผลิตต่อหัว และกิจกรรมของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ และการดึงดูดเงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯที่เป็นไปอย่างดี แต่บางครั้งพวกเขากลับลืมคำนึงว่า เด็กทุกคนในประเทศนี้ ได้รับการคุ้มครองด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานหรือไม่ ? การละเลยนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ และแม้แต่ในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อย่างสหรัฐอเมริกา

ประเด็นว่าด้วยสุขภาพของเด็กในสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัญหาหลักระดับชาติ เด็กหลายคนยังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นอย่างมาก เนื่องจากการปล่อยขยะในพื้นที่เปิด และการไหลของสิ่งปฏิกูลยังพื้นดินไปยังที่อยู่อาศัย

มีการสำรวจวิจัยจัดทำขึ้น เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาโดยสหประชาชาติ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย อาลาบามา จอร์เจียเปอร์โตริโก เวอร์จิเนียตะวันตกและวอชิงตันดีซี ทั้งนี้ผลการวิจัย แสดงสิ่งที่น่าขมขื่นอย่างยิ่ง

Philip G. Alston ผู้จัดทำรายงานพิเศษเรื่องความยากจนและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเขียนว่า :

“สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และเป็นประเทศอันดับต้นๆในโลกที่มีการพัฒนาด้านการเมืองและเทคโนโลยี แต่กลับไม่ได้ใช้วิธีการใดเลย เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชากรจำนวน 40 ล้านคน ซึ่งกำลังอาศัยอยู่ในความยากจน”

โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในลำไส้ (Intestinal flukes)โรคนี้มักจะแพร่ระบาดในประเทศยากจน แต่มันกลับแพร่ระบาดเป็นอย่างมากในรัฐอาลาบามา ของสหรัฐฯด้วย เป็นไปได้อย่างไรหรือ?

สาเหตุ เนื่องจากในพื้นที่ Landes Alabama เป็นหนึ่งในสถานที่ ซึ่งหลายคนไม่สามารถติดตั้งถังขยะเพื่อสุขาภิบาล ทำให้ขยะสะสมกองอยู่ใกล้กับบริเวณบ้าน หรือ ที่อยู่อาศัย

Philip G. Alston ได้เล่าให้เห็นถึงประสบการณ์ในเชิงบวกบางอย่างในรายงาน เช่นว่า คริสตจักรในซานฟรานซิสโกให้บริการแก่คนจรจัดทุกวัน หรือ กรณีที่ผู้ป่วย 21,000 ราย ได้รับการรักษาฟรี โดยสถาบันชาร์ลสตันที่มีการบริหารจัดการโดยแพทย์ และทันตแพทย์ที่ดี อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยบางอย่างทำให้เขาต้องประหลาดใจมาก ที่ซึ่งเขาค้นพบข้อเท็จจริงว่า:

– ผู้คนจำนวนมากใน Los Angeles จำเป็นต้องดิ้นรน พยายามให้ตัวเองอยู่รอดจริงๆ
– เจ้าหน้าที่ตำรวจซานฟรานซิสโก บอกกลุ่มคนจรจัดให้ไปอยู่ที่อื่น แต่เมื่อพวกเขาถามว่าจะไปที่ไหน กลับไม่มีใครตอบ
– คนหลายพันคนที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากหนี้และการล้มละลาย กลับไม่ได้รับการแจ้งเตือนแต่อย่างใด มีเจตนาแอบแฝงอย่างเจาะจง เพื่อให้พวกเขาจำเป็นต้องเพิ่มหนี้สิน และถูกคุมขังในท้ายที่สุด ขณะที่คลังของรัฐก็จะสามารถสะสมเงินเพิ่มมากขึ้น
– จำนวนคนมากมายที่ต้องสูญเสียฟันทั้งหมดของพวกเขา เพราะไม่สามารถเข้าถึงสถานที่บริการทันตกรรม เนื่องจาก รัฐไม่มีโปรแกรมสำหรับให้บริการคนยากจน
– อัตราการตาย และการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มขึ้น เนื่องจากการแพร่ระบาดของยาเสพติด
– ผู้คนในเปอร์โตริโกที่อาศัยอยู่ใกล้กับภูเขาถ่านหิน ต้องตกอยู่ในอันตราย ซึ่งฝุ่นจากถ่านหินเหล่านี้ไม่มีการป้องกันและขี้เถ้าได้ป่นเปื้อนอยู่กับพวกเขา ทำให้เกิดความเจ็บป่วย พิการ และนำไปสู่ความตาย

Alston ได้ชี้ถึงภัยคุกคามที่ร้ายแรง เขาระบุว่า การเรียกเก็บเงินภาษีของ Trump (ได้รับการรับรองโดยสภาคองเกรสในช่วงปลายเดือนธันวาคม ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับองค์กรภาคประชาชน) ได้เพิ่มช่องว่างระหว่างประชากร 1% ที่ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐฯ และคนจนมากถึง 50%

“การปรับลดการสนับสนุนสำหรับสวัสดิการของประชาชน โดยประธานาธิบดี และพอลไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรอเมริกา เป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจน และล่าสุด ทางรัฐบาลก็เริ่มดำเนินการไปแล้ว”

รายละเอียดในเรื่องนี้: 

ขบวนการ “Fake Movement” เป็นที่พักพิงแห่งเดียวสำหรับผู้อพยพชาวละตินอเมริกา ตามทัศนะของพวกเขา ประชาชนจำนวนมาก และนักการเมืองไม่ถือว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นภัยคุกคามที่จริงจัง เพราะจิตใจของพวกเขาถูกปลูกฝัง ให้เต็มไปด้วยจินตนาการที่สะท้อนให้เห็นว่า ความยากจนของพวกเขา เกิดจากความเกียจคร้าน ความนิ่งเฉย หรือสถานภาพที่ผิดกฎหมายของพวกเขาเอง ในฐานะเป็นคนที่อพยพเข้ามา อย่างไรก็ดี หากเราได้ทราบถึงจำนวนของคนยากจน ที่เป็นชาวผิวขาวในอเมริกา ความคิดในลักษณะเช่นนี้ก็จะถูกหักล้างไป เพราะอันที่จริง คนผิวขาวที่ยากจน มีจำนวนสูงและมากกว่าคนผิวดำถึง 8 ล้านคน

ทูตพิเศษของสหประชาชาติเขียนว่า “นักการเมืองบางคนและเจ้าหน้าที่ที่ผมได้พูดคุยกับเขา ได้ขายปัญญาของพวกเขาอย่างสมบูรณ์เพื่อเล่าเรื่องเท็จที่ว่า คนยากจน คือมิชฉาชีพผู้หลอกลวง ซึ่งแสร้งทำตัวเป็นคนยากจน เพื่อจะได้รับสวัสดิการ แต่จริงๆแล้วนอนอยู่บนโซฟา พวกเขามีโทรทัศน์ใหญ่โต และทำงานกับสมาร์ทโฟนของพวกเขา ผมคิดว่านักการเมืองเหล่านี้ไม่เคยได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ที่ยากจนที่สุดนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว”

บทสรุป
บาร์นีย์แซนเดอร์ เคยออกมายอมรับเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2016 ว่า ปัญหาสุขภาพและความยากจนในบางพื้นที่ของสหรัฐฯ ส่งผลทำให้อายุคาดเฉลี่ยอยู่ที่ 64 ปี ในรัฐเวอร์จิเนียตะวันตก ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การเรียกเก็บเงินภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ มีกลไก ที่ทำให้คนร่ำรวยยิ่งรวยขึ้น ส่วนคนยากจนก็ย่ิ่งยากจนลง ซึ่งหมายความว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะพบเรื่องที่น่าสลดใจ ที่ซึ่งชาวอเมริกันที่ยากจนจะมีอายุคาดเฉลี่ยต่ำกว่านั้น หรือตายเร็วกว่านั้น ขณะที่สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทฤษฎี “หนึ่งเสียง หนึ่งสิทธิ์” ที่ประชาธิปไตยโฆษณาชวนเชื่ออยู่นั้น ในภาคปฏิบัติ มันแทบไม่มีความหมายอะไรเลย

Sources: mashreghnews rt.com ohchr.org islamtimes