“การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน”-ครบ 39 ปี แห่งการยืนหยัดต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคม!

149
The picture taken on February 10, 2018 shows Iranian national flags, with Tehran's Azadi Square in the background. (Photo by IRNA)

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1979  ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของอิหร่าน ซึ่งทำให้เหล่านักคิดและนักวิเคราะห์ทางการเมืองและนักการเมืองระดับนานาชาติต้องพากันตกตะลึงกันถ้วนหน้า

ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลาม ทำให้การล่าอานานิคมของสหรัฐอเมริกาในอิหร่านต้องจบสิ้นลง และทำให้ชะตากรรมของชาวอิหร่านได้ก้าวสู่ทิศทางใหม่ที่มาพร้อมกับศักดิ์ศรีและเกียรติยศ

ในการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ แน่นอนวอชิงตันและพันธมิตรของตนย่อมต้องมีส่วนร่วมในแผนการสมรู้ร่วมคิดเพื่อต่อต้าน และทำลายล้างการปฏิวัติของอิหร่าน

แต่ทว่า แผนการสมรู้ร่วมคิดของตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นในช่วงสงคราม หรือในการกระทำอันก้าวร้าวหลังจากนั้น ก็ไม่อาจทำให้อิหร่านกลับสู่วงโคจรของการถูกครอบงำของตะวันตกได้อีกครั้ง

ในคำพูดของผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม ได้ชี้ถึงความหลากหลายของภัยคุกคาม อันสะท้อนให้เห็นถึงพลังของระบอบการปกครองอิสลามอย่างชัดเจน เพราะถ้าสาธารณรัฐอิสลามไม่มีอำนาจและอิทธิพลที่แข็งแกร่งเช่นนี้  บรรดาผู้ประสงค์ร้ายต่ออิหร่านคงไม่เร่าร้อนและโกรธเป็นผืนเป็นไฟดั่งที่เป็นอยู่

ปัจจุบัน ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามอิหร่านได้ย่างก้าวสู่ปีที่ 39 แล้ว และการปฏิวัติครั้งนี้ยังคงเป็นต้นแบบ สำหรับนานาประเทศ ที่ได้ตื่นตัวขึ้นมาและเรียกร้องอิสระภาพและศักดิ์ศรี

แผนการสมรู้ร่วมคิดของอเมริกาต่ออิหร่าน  เมื่ออิหร่านปฏิเสธที่จะตกอยู่ใต้การครอบงำและการล่าอาณานิคมของตะวันตก

Noam Chomsky นักเขียนและนักทฤษฎีชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง เชื่อว่า การเป็นศัตรู การสมรู้ร่วมคิด และการต่อต้านของสหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตก ที่มีต่ออิหร่าน มีสาเหตุมาจากการได้มาซึ่งอิสรภาพและการไม่ยอมสยบต่อการถูกครอบงำโดยตะวันตกและลัทธิล่าอาณานิคมของอิหร่าน ภายหลังการปฏิวัติอิสลาม

ชอมสกี กล่าวว่า:

“ตราบเท่าที่ประเทศอิหร่านยังคงเป็นอิสระ และไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมสยบต่อการครอบงำของอเมริกา  การเป็นปฏิปักษ์และการต่อต้านอเมริกาก็จะยังคงดำเนินต่อไป เพราะในสายตาของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านนั้น ถือว่าไม่อาจที่จะยอมรับการเจรจาใดๆกับสหรัฐฯ  เพราะพวกเขาไม่ต้องการสูญเสียความเป็นอิสระของตน”

สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้นำเสนอการปฏิวัติทางการเมืองของอิสลาม ที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกต่อชาวโลก เพื่อช่วยให้ชาวมุสลิมและบรรดาผู้ถูกกดขี่ทั่วโลกได้รับประโยชน์จากการปฏิวัติครั้งนี้

สุนทรพจน์ ของประธานสภาสูงสุดของสมัชชาการตื่นตัวโลกอิสลาม ได้กล่าวในที่ประชุม “การตื่นตัวของโลกอิสลามในกรุงเตหะรานว่า:

“… วันนี้ด้วยพรอันประเสริฐและคุณค่าของอิสลาม การตื่นตัวของชาวมุสลิมได้ปรากฏและสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ด้วยการผ่านบททดสอบต่างๆอย่างยอดเยี่ยมในภูมิภาค  เสียงสโลแกนของการประท้วงและการประกาศก้องถึงความโกรธแค้นที่มีต่อมหาอำนาจผู้อหังการของโลก ถือเป็นผลลัพธ์แรกที่เกิดมาจากการตื่นตัวของโลกอิสลามในภูมิภาค การกลับคืนสู่ตัวตนของเรา ซึ่งหมายความว่าเป็นการกลับไปสู่คุณค่าและหลักการของศาสนาอิสลาม  แบบฉบับของท่านศาสดามุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) ถือเป็นวิธีเดียวที่จะรับมือกับปัญหาในระดับภูมิภาค ที่มหาอำนาจตะวันตก ผู้ซึ่งมีความโลภ ต้องการสวาปามผลประโยชน์ต่างๆในภูมิภาค และเป็นเวลาหลายปี ที่พวกเขาใช้กลุ่มขบวนการไอซิสตักฟีรีย์ เป็นเครื่องมือสนองผลประโยชน์ของพวกเขา – ตะวันตก – อาหรับ – ฮีบรู ”

นอกเหนือจากอิทธิพลที่ลึกซึ้งต่อความสัมพันธ์ทางสังคมของประเทศอิหร่านและคุณค่าของสังคมอิหร่านแล้ว  การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านยังได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่อระบบการปกครองระหว่างประเทศ และสถานะเดิมของโลก อีกทั้งยังได้ท้าทายกฎและระเบียบที่ไม่เป็นธรรม ในการควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและระบบอีกด้วย

สุนทรพจน์ของผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม

ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี  ( Ayatollah Khamenei ) กล่าวในระหว่างการพบปะกับบรรดานิสิตนักศึกษาว่า :

“… มีระบบการปกครองสองขั้วอำนาจในโลก โดยขั้วอำนาจหนึ่ง คือ ”  เหล่าชาติล่าอานานิคม “และอีกขั้วอำนาจหนึ่ง” คือ ชาติที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครอง”

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี   (Ayatollah Ali Khamenei )  กล่าวในพิธีการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีอิหร่าน คนที่ 12  ว่า:

“… คนรุ่นใหม่และเยาวชนของประเทศ ไม่เคยเห็นยุคก่อนการปฏิวัติ แต่บทบาทของประชาชนในรัฐบาล เป็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่อิหม่ามผู้ยิ่งใหญ่ของเรา(อิมามโคมัยนี)สามารถโค่นล้มระบอบการปกครองของชาห์ ปาห์ลาวี ที่ปกครองมาหลายศตวรรษ  และการแทรกแซงของตะวันตก ผ่านการเคลื่อนไหวของคลื่นมหาชนของประชาชนในประเทศ และสามารถเปลี่ยนทิศทางของชาติและประชาชาติสู่ความเป็นอิสลามอย่างแท้จริง  ”

ผู้นำสูงสุดได้ชี้ถึงกลอุบายและเทคนิคที่หลากหลายของศัตรูในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า :

“… ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บางคนเช่นเจ้าหน้าที่คนปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศการเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยกับอิหร่าน และบางคนก็ได้ใช้เทคนิคของถุงมือกำมะหยี่มาใช้  แต่การออกแบบทั้งหมดนี้กลับช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่และหาวิธีที่จะรับมือกับเทคนิคของศัตรู ”

ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามเป็นแหล่งที่มาของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในสมการของมหาอำนาจโลก

ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้เหล่ามหาอำนาจผู้อหังการต้องตกอยู่สถานะที่ลำบาก

เหนือสิ่งอื่นใดการปฏิวัตินี้ได้แสดงให้เห็นว่า ประชาชาติหนึ่ง แม้ว่าด้วยมือเปล่า ก็สามารถที่จะเป็นบ่อเกิดและแหล่งที่มาของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่  แม้กระทั่งในสมการและการคำนวณของมหาอำนาจทั่วโลก

คำกล่าวของอาจารย์  Manouchehr Mohammadi นักวิเคราะห์ในระดับภูมิภาคและอาจารย์มหาลัยกรุงเตหะราน กล่าวว่า

“… ด้วยชัยชนะของการปฏิวัติอิสลาม  สงครามอย่างเต็มรูปแบบได้เกิดขึ้นระหว่างอิหร่านและอเมริกา  ซึ่งสาธารณรัฐอิสลามได้นำระบอบ อุดมการณ์ และการต่อต้านจักรวรรดินิยมมาเป็นสโลแกนสำคัญอันดับต้นๆของพวกเขา ”

อเมริกาพยายามที่จะกำจัดและทำลายความสำเร็จของการปฏิวัตินี้ ด้วยการใช้เทคนิคและยุทธ์วิธีต่างๆ นับจากเริ่มแรกของการปฏิวัติอิสลาม มีการใช้เทคนิคมากมายหลายอย่างกับอิหร่านนับตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงวันนี้ มีการก่อรัฐประหารสามครั้ง สร้างเหตุการณ์ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ห้าครั้ง  สร้างกลุ่มผู้ก่อการร้ายทั้งสี่กลุ่มเพื่อลอบสังหารเจ้าหน้าที่ สร้างสงครามสองครั้ง และปลุกระดมและสร้างวิกฤตครั้งร้ายแรงเพื่อโจมตีอิหร่านสามครั้ง..

แม้ว่าอเมริกาและบรรดาชาติตะวันตกได้มีการวางแผนเหล่านี้ ในทางกลับกัน การพัฒนาในภูมิภาคตะวันออกกลางก็กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีการก่อตั้งกองกำลังต้านทาน และมันเกิดจากผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของสหรัฐอเมริกาและข้าสมุนในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

Source: parstoday.com