Opinion: ISIS แพ้ราบคาบในสงครามซีเรีย –  รายต่อไป คือ “สหรัฐอเมริกา”!

396

ขบวนการ IS ในประเทศซีเรียและอิรักถูกทำให้พ่ายแพ้อย่างเป็นทางการ ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่อนุญาตให้ประเทศอื่น ๆ สามารถต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายISIS  ภายในประเทศซีเรียและอิรัก จึงไม่อาจนำมาใช้ได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ดี กองกำลังทหารสหรัฐฯ ยังคงมีความต้องการที่จะดำเนินการยึดครองซีเรียตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายใดๆ รองรับการกระทำดังกล่าว ผนวกกับกรณีที่พันธมิตรของสหรัฐฯ หรือกลุ่มชาวเคิร์ดในพื้นที่ก็กำลังเคลื่อนย้ายออกไปจากพื้นที่ และ ณ ตอนนี้ พวกเขาก็เห็นชอบกับการคุ้มครองจากรัสเซียมากกว่าจากสหรัฐฯ จึึงมีความเป็นไปได้ที่ความพยายามเช่นนั้นของสหรัฐฯจะประสบกับความล้มเหลว

นอกจากนี้ กองกำลังกองโจรก็กำลังมีการจัดตั้งและเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการต่อกรกับ “การปรากฏตัว” ของสหรัฐฯ ทั้งนี้เห็นได้ชัดว่า แผนการของสหรัฐอเมริกาขาดวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล หากสหรัฐยืนกรานที่จะประจำการในซีเรีย สถานการณ์จะส่งผลทำให้ทหารหลายนายมีอันต้องเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา กองทัพอาหรับซีเรียได้ปิดช่องว่างสุดท้ายที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส มีการต่อสู้ตลอดทางจากเมืองอาเลปโปตามแม่น้ำไปทางทิศตะวันออก กองกำลัง Tiger Force ได้มาถึงยังเขต Deir Ezzor ที่ได้รับการปลดปล่อยจากทางทิศตะวันตก การตั้งถิ่นฐานทั้งหมดระหว่างทาง ขณะนี้ได้รับการควบคุมโดยรัฐบาลซีเรีย ขณะที่นักรบ IS ที่เหลือถูกไล่ต้อนไปยังทะเลทราย  ที่ซึ่งพวกเขาจะถูกตามล่าและถูกสังหาร

ประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศ “ชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ” ในซีเรีย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม:

“เมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ได้รายงานมายังผมว่า ปฏิบัติการต่างๆในฝั่งตะวันออกและตะวันตกของยูเฟรติสได้เสร็จสิ้นแล้ว ด้วยการปราบปรามผู้ก่อการร้ายอย่างราบคาบ” ปูตินกล่าว

“โดยธรรมชาติแล้ว (แน่นอน) มันยังคงมีกลุ่มกองกำลังต้านทานหลงเหลืออยู่ แต่โดยรวมแล้ว ปฏิบัติการทางทหารในขั้นตอนนี้ และในดินแดนนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมขอย้ำว่า ด้วยกับความพ่ายแพ้ของผู้ก่อการร้ายอย่างราบคาบ” เขากล่าว

วันนี้ นายกรัฐมนตรีอิรัก Haider Abadi ประกาศชัยชนะและประกาศ “สิ้นสุดสงคราม” ต่อต้าน ISIS ในฝั่งประเทศอิรัก:

“กองกำลังของเรามีอำนาจควบคุมเหนือเขตแดนอิรักและซีเรียอย่างสมบูรณ์ ด้วยประการนี้ ผมจึงประกาศยุติสงครามกับดาอิช (IS)” Abadi กล่าวในการประชุมที่กรุงแบกแดด

จากทางตอนเหนือของยูเฟรตีส – กองกำลังพร็อกซีของสหรัฐฯ หมายถึง กองกำลังฝ่ายประชาธิปไตยชาวซีเรีย (SDF) เมื่อไม่นานมานี้ ได้เจรจาเพื่อไปสู่การตกลงร่วมกันอีกครั้งกับนักรบ IS ที่เหลืออยู่ที่นั่น ISIS ตามที่ถูกกล่าวอ้าง ได้มอบตัวข้ามพรมแดนอิรักต่อ SDF และในการแลกเปลี่ยน พวกเขาได้รับการรับรอง ให้สามารถผ่านพื้นที่ควบคุมของ SDF ได้อย่างอิสระ ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงก่อนหน้านี้  ที่ซึ่งสหรัฐฯและ SDF ช่วยให้นักรบ ISIS กว่าว 3,500 ราย หนีออกจากเมือง Raqqa เพื่อต่อสู้กับกองทัพซีเรียใน Deir Ezzor และนั่นคือความพยายามของสหรัฐฯในการชะลอ หรือป้องกันชัยชนะของรัฐบาลซีเรียและพันธมิตร ทว่าความพยายามดังกล่าวเป็นอันต้องล้มเหลวไป เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้

ไม่นานหลังจากที่มีการสู้รบระหว่างพร็อกซีของสหรัฐฯ ระหว่างกลุ่ม SDF และ ISIS เจ้าหน้าที่รัสเซียได้พบปะกับเจ้าหน้าที่ของกลุ่มชาวเคิร์ด YPG ซึ่งเป็นกลุ่มศูนย์กลางของ SDF การพูดคุย ได้เปลี่ยนสถานการณ์อย่างสมบูรณ์ ในการแถลงข่าวร่วม ชาวเคิร์ดและรัสเซียแสดงเจตจำนงค์มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อต่อสู้กับ ISIS ในตะวันออกของยูเฟรทิส ดูเหมือนว่า YPG ไม่เชื่อมั่นอีกต่อไปว่าสหรัฐฯยินดีที่จะทำเช่นนั้น แต่รัสเซียได้ออกคำสั่ง และกองกำลังทางอากาศของรัสเซียก็ได้สนับสนุน YPG ในการต่อสู้กับ ISIS ใน Deir Ezzor ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ:

“กองกำลังเจ้าหน้าที่สำหรับปฏิบัติการร่วม ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในเมือง Es Salhiya เพื่อให้การควบคุมโดยตรง และจัดระเบียบความร่วมมือกับหน่วยทหารรักษาการณ์ที่เป็นที่นิยม นอกเหนือจากที่ปรึกษาของรัสเซียแล้ว ตัวแทนของชนเผ่าในทางฝั่งตะวันออกของยูเฟรติก็ถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมด้วย” Poplavskiy กล่าว พลางระบุว่า “ในวันที่จะมาถึงนี้” ดินแดนตะวันออกทั้งหมดของแม่น้ำยูเฟรติสจะเป็นอิสระจากผู้ก่อการร้าย

Mahmoud Nuri ตัวแทนของกลุ่มชาวเคิร์ด YPG ระบุว่า กองทหาร “ได้ต่อสู้กับ ISIS ภายใต้บัญชาการของรัสเซียอย่างมีประสิทธิภาพ” กองกำลังชาวเคิร์ดยังได้แสดงความพร้อม เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางทหารของรัสเซียที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรทิส

สหรัฐอเมริกากำลังสับสนอย่างจริงจัง จากกรณีที่จู่ๆรัสเซียก็เข้ามาสนับสนุนพร็อกซีของสหรัฐฯในซีเรียตะวันออกเฉียงเหนือ สหรัฐฯต้องการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าว (อาจเป็นไปได้ว่า สหรัฐฯต้องการคุ้มกันส่วนที่เหลือของสมาชิก ISIS เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมืออีกครั้ง เมื่อสะดวก) สหรัฐฯอ้างว่าการสนับสนุนทางอากาศของรัสเซียสำหรับชาวเคิร์ดกำลังละเมิดเขตน่านฟ้า “coalition airspace ”

สหรัฐฯไม่ได้รับคำเชิญให้ไปยังซีเรีย แต่ตอนนี้กลับอ้างว่ามีน่านฟ้าเหนือประเทศนี้หรือ? ในทางตรงกันข้าม ชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลซีเรีย ได้รับเชิญให้เดินทางไปที่นั่น เป็นที่ชัดเจนว่าใครกันแน่ที่มีสิทธิ์ มีเสียงในทางกฎหมาย สำหรับให้เหตุผลที่ชอบธรรมในการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว แต่กองทัพสหรัฐฯเกลียดชังที่จะต้องเผชิญหน้ากับความร้ายกาจของตัวเอง และคู่ต่อสู้ที่รู้เท่าทันเกมของ:

ISIS หมดราคาไปแล้ว ดังนั้น มันจึงไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมใดๆสำหรับกรณี “coalition airspace ” ขณะที่การประนีประนอม คือ “ข้อตกลง” ที่ช่วยให้สหรัฐฯสามารถยึดครองซีเรียตะวันออกเฉียงเหนืออย่างไม่หยุดนิ่ง ได้ตามที่ทางการเรียกร้อง?

กระทรวงกลาโหม เพนตากอน มีแผนจะรักษากองกำลังของสหรัฐฯในซีเรียไปเรื่อย ๆ ในปฏิบัติการที่ทางการเรียกว่า การต่อกรกับการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการยุติสงครามกับกลุ่มหัวรุนแรง IS อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม

มีกองกำลังของสหรัฐฯประมาณ 2,000 นายในซีเรีย และมีผู้รับเหมาไม่ระบุจำนวนที่คอยสนับสนุนพวกเขาอยู่ เมื่อเดือนที่แล้ว กองทัพสหรัฐฯได้ถอนกองกำลังนาวิกโยธินจำนวน 400 นายจากประเทศซีเรีย ที่กองทัพสหรัฐฯได้เข้าไปประจำการเป็นครั้งแรกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2016

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยแผนการสำหรับพันธะสัญญาแบบเปิด ซึ่งเรียกว่า การปรากฎคน “ตามเงื่อนไข”

กระทรวงกลาโหมกล่าวว่า กองกำลังเหล่านี้จะกำหนดเป้าหมายไปยังส่วนต่างๆของซีเรียที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ โดยทั้งรัฐบาล หรือ กองกำลังกบฎ กองกำลังทหารกล่าวว่า ตนมีอำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ที่นั่น

กองทัพสหรัฐมีจินตนาการมากมายเกี่ยวกับ “อำนาจตามกฎหมาย” และ “ข้อตกลง” ที่ไม่มีอยู่จริง เราได้ตั้งข้อสังเกตว่า “การปรากฏตัว” ของสหรัฐฯเช่นนั้น ในซีเรีย เป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างเห็นได้ชัด มติสหประชาชาติ 2249 เพื่อต่อสู้กับ ISIS ก็ไม่อาจนำมาใช้ได้อีกต่อไป ปูตินได้เน้นย้ำถึง “ความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของผู้ก่อการร้าย” และ “ชัยชนะโดยสมบูรณ์” เพื่อชี้ให้เห็นว่า ไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมใดที่จะอนุมัติให้สหรัฐฯประจำการกองกำลังทหารของตนได้ในซีเรีย

ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหาร ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลซีเรียและอิรัก ได้ส่งจดหมายไปยังสหรัฐฯ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า กองทัพสหรัฐฯที่เหลืออยู่ในซีเรียจะถูกสู้รบจนกระทั่งถอนกำลังออกไป:

นายพล ฮาจ กาซิม สุไลมานี (Haj Qassem Soleimani) ผู้นำกองกำลังปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ซึ่งรัฐบาลซีเรียเชิญให้มาขับไล่กองกำลังติดอาวุธผู้ก่อการร้ายในซีเรียออกคำเตือนสหรัฐฯ ผ่านทางรัสเซีย ไปยังผู้บัญชาการกองกำลังทหารสหรัฐฯ ให้ถอนกำลังทหารทุกนายออกจากซีเรีย โดยกล่าวว่า เมื่อกลุ่มติดอาวุธไอสิสหมดไปแล้ว อเมริกาก็ควรยกกองทหารของตนออกไปจากซีเรียเสีย เขากล่าวว่า:

“เมื่อการสู้รบกับ ISIS จบลงแล้ว ดังนั้นจะไม่มีทหารอเมริกาหน้าไหนได้รับการประนีประนอมให้ประจำการต่อไปได้ในซีเรีย เราขอเตือนให้คุณยกฐานทัพของตนออกไปเอง หรือ มิฉะนั้นคุณจะถูกขับไล่ออกไป (โดยกองกำลังของเรา)” – นายพลกาซิม กล่าวกับเจ้าหน้าที่รัสเซีย ทีรับหน้าที่เปิดเผยความตั้งใจของอิหร่านต่อสหรัฐฯว่า สหรัฐฯจะถูกพิจาณาในฐานะกองกำลังผู้รุกราน หากพวกเขาตัดสินใจที่จะอยู่ในซีเรียตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ซึ่งชาวเคิร์ด และชนเผ่าอาหรับอยู่ร่วมกัน ต่อไป

ในปี 1983 ค่ายทหารฝรั่งเศสและสหรัฐฯในกรุงเบรุตถูกโจมตีด้วยระเบิด หลังจากที่กองกำลังของตนเข้าแทรกแซงข้างหนึ่งของสงครามกลางเมืองในเลบานอน ทหารหลายร้อยคนเสียชีวิต หลังจากการโจมตี สหรัฐฯถอนกำลังของตนออกจากเลบานอน และ ณ ตอนนี้ ทหารสหรัฐฯที่ประจำการอยู่ทางตอนเหนือของซีเรีย ก็อาจจะต้องเผชิญกับชะตากรรมที่คล้ายคลึงกัน หากสหรัฐฯไม่เร่งถอนกองกำลังของตนออกไปเสีย

สหรัฐฯอ้างว่า มีทหาร 2,000 นายในซีเรียตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากที่ได้อ้างว่ามีจำนวน 500 ราย ตัวเลขใหม่นี้ได้รับการประกาศ ภายหลังจากที่สหรัฐฯ ได้ถอนกองกำลังนาวิกโยธินของตนออกแล้ว 400 นาย ทว่าตัวเลขดังกล่าวยังต่ำเกินกว่าความเป็นจริง:

ตัวเลขที่ได้รับอัพเดต ยังไม่ได้สะท้อนถึงกองกำลังอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานที่ถูกคัดสรร และหน่วยปฏิบัติการพิเศษบางส่วน Mr. Pahon กล่าว

สหรัฐฯอ้างว่า มีทหารเพียง 500 คนในพื้นที่ พวกเขายังไม่ได้พูดถึงผู้รับเหมา ที่ติดตามกองกำลังของตนไปในทุกๆที่ ตัวเลขที่แท้จริงของบุคลากรจากสหรัฐฯต้องสูงกว่าที่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการถึงสิบเท่า ตัวเลขใหม่คือ “2,000 รายกับอีกบางส่วน” ทว่าจำนวนใหม่ที่แท้จริง ยังคงสูงกว่า 3,500 ราย บวกกับผู้รับเหมาหลายพันคน การเปิดเผยนี้ เป็นเหมือนเครื่องยืนยันอีกครั้งว่า ทหารสหรัฐฯโกหกได้ทุกเมื่อ และไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

“มากกว่า 2,000” ชีวิตที่เหลือ ณ ตอนนี้ จะต้องใช้จ่ายเสบียงและปัจจัยยังชีพที่จำเป็นหลายสิบตันในแต่ละวัน ขณะที่สหรัฐฯไม่มีแหล่งลำเลียงเสบียงที่มั่นคงในซีเรียตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นความหยิ่งยะโสที่โง่เขลาของสหรัฐฯ สำหรับการฝืนให้กองกำลังทหารของตนประจำการอยู่ในซีเรีย กลุ่มกองโจรเร่ร่อนเพียงไม่กี่คนสามารถจัดการกีดกันอุปกรณ์ และเสบียงเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย และค่ายแต่ละแห่งที่กองกำลังสหรัฐฯเหล่านี้ประจำการอยู่ ก็อาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทั้งจากภายนอกและภายใน

นอกจากนี้ กลุ่มเคิร์ด YPG ก็ย้ายค่าย จากที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ตอนนี้พวกเขากำลังสร้างมิตรภาพกับรัสเซียที่ให้การสนับสนุนทางอากาศแก่พวกเขา ณ ที่ซึ่งสหรัฐฯต้องการให้ ISIS มีชีวิตอยู่ต่อไป แล้วทหารสหรัฐฯในพื้นที่ควบคุมของ YPG จะสามารถให้ความไว้วางใจไปยัง “พันธมิตร” ของพวกเขาได้นานเท่าไรกัน?

กระทรวงกลาโหมกล่าวว่า การปรากฏตัวในซีเรียเป็นไป “ตามเงื่อนไข” แต่ไม่ได้ระบุถึงเงื่อนไขใดๆ ที่มีไว้เพื่อยุติการปรากฎตน หรือ เงื่อนไขที่จะทำให้พวกเขาต้องถอนกำลังออกไป ขณะที่นายพลกาซิม สุไลมานี ดูเหมือนจะเชื่อว่า การใช้กำลังขับไล่ และส่งศพทหารอเมริกันไปยังฐานทัพอากาศแอนดรูที่อยู่ใกล้กรุงวอชิงตันดีซี อาจเพียงพอที่จะเติมเต็มเงื่อนไข เพื่อให้สหรัฐฯถอนกำลังออกจากซีเรียได้

สถานการณ์ในส่วนอื่น ๆ ของประเทศซีเรียส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตักฟีรีย์ (ก่อการร้าย) ในเมืองอิดลิบ ยังคงฆ่าแกงกันเองต่อไป กองกำลังของซีเรียมีแนวโน้มจะระงับการโจมตีตามแผนของพวกเขาไว้ในพื้นที่ ตราบเท่าที่ศัตรูของพวกเขายังคงกลืนกินซึ่งกันและกัน แต่หนึ่งปีนับจากนี้ ทั้งอิดลิบ และซีเรียตะวันออกเฉียงเหนืออาจมีแนวโน้มจะกลับมาอยู่ในกำมือของรัฐบาลซีเรียอีกครั้ง

____