Huffington Post:  “ฮูเซน” หลานศาสดา คือ คนแรกที่ต่อสู้กับไอซิส…! 

126
Shiite faithful pilgrims gather between the holy shrine of Imam Hussein and the holy shrine of Imam Abbas, in the background, during the preparations for the Muslim festival of Arbaeen in the Shiite holy city of Karbala, 50 miles (80 kilometers) south of Baghdad, Iraq, Friday, Dec. 12, 2014. The holiday marks the end of the 40-day mourning period after the anniversary of the 7th century martyrdom of Imam Hussein, the Prophet Muhammad's grandson. (AP Photo/Hadi Mizban)

เว็บไซต์ข่าวและบทวิเคราะห์ของอเมริกา  Huffington โดยเขียนบทรายงานในวาระคล้ายวันเสียชีวิต(ชะฮาดัต)ของอิหม่ามฮุสเซน (อ)ว่า :  อิหม่ามฮูเซน(อ)เป็นผู้บุกเบิกการสู้รบกับไอซิส  

ในรายงาน เขียนว่า “เมื่อศึกษาและพิจารณาหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปรากฏตัว และการแพร่ขยายของศาสนาอิสลาม เราจะเผชิญกับความเป็นจริงที่ว่า กระบวนการทั่วไปของศาสนา สามารถทำให้แต่ละบุคคลมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแรงผลักดันให้กับบรรดาผู้นำและนักคิดที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ผลกระทบเชิงบวกเช่นนี้ แม้แต่มหาตมะ คานธี แห่งอินเดีย ยังได้กล่าวว่า หากอินเดียต้องการเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จ  ควรจะก้าวเดินตามแบบอย่างของอิหม่ามฮุสเซน(อ)  

เขายังกล่าวอีกว่า: “ฉันได้เรียนรู้จากอิหม่ามฮูเซน (อฺ) ถึงวิธีการได้มาซึ่งชัยชนะ ขณะที่ถูกอธรรมและถูกกดขี่”

Edward Gibbon (1737-1794) นักประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นและเป็นสมาชิกรัฐสภาอังกฤษกล่าวว่า ฉากโศกนาฏกรรมของการเสียชีวิตของอิหม่ามฮุสเซน(อ)  แม้จะผ่านไปเป็นเวลานานนับพันปี และแม้ว่ามันจะถูกสาธารยายในบรรยากาศที่แตกต่างกัน ทว่ามันสามารถก่อให้เกิดความเร่าร้อน ความเมตตาสงสาร ในความรู้สึกเศร้าโศกของประชาชนตลอดยุคสมัย และแม้แต่กับหัวใจที่ด้านชามากที่สุด

Charles Dickens นักเขียนชาวอังกฤษกล่าวถึงการลุกขึ้นต่อสู้ของอิหม่ามฮูเซน ว่า : ถ้าอิหม่ามฮูเซน(อ)  ต่อสู้เพื่อความปรารถนาและความสุขของโลก (ดุนยา)แล้ว ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้นำภรรยาและลูก ๆ ของเขาไปด้วย  ดังนั้นเห็นได้ชัดว่าเขาเสียสละอย่างจริงใจและแท้จริงต่ออิสลาม

โทมัส คาร์ไลล์ นักคิดและนักประวัติศาสตร์ชาวสก๊อตแลนด์ กล่าวว่า “บทเรียนที่ดีที่สุดที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากโศกนาฏกรรมแห่งกัรบาลา คืออิมามฮูเซน และสาวกของเขาเชื่อมั่นในการดำรงอยู่ของพระเจ้า  พวกเขาแสดงให้เห็นว่า ความเป็นเลิศเชิงบุคคล มันไม่ใช่เรื่องสำคัญเมื่อความจริงและสัจธรรมเผชิญหน้ากับความอธรรมและความผิด ชัยชนะของฮุสเซนแม้ว่ามีสาวกชนที่น้อยนิด ทำให้ผมประหลาดใจ… !”

ผู้เขียนบทความนี้กล่าวต่อไปว่า: หลังจากที่ผู้ฟังได้อ่านคำพูดที่ทรงอิทธิพลเกี่ยวกับอิมามฮุสเซนแล้ว คำถามหนึ่งที่ยังคงต้องหาคำตอบคือ ฮุเซน คือใคร ?

จากนั้นอธิบายว่า “อิมาม” หมายถึงผู้ปกครองและผู้นำ  เขาเขียนว่าอิมามฮุเซน เป็นบุตรคนที่สองของฟาติมา (ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์) บุตรีของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ)  เขาเกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 626  ที่เมืองมะดีนะฮ์ ซึ่งเป็นที่ได้ยินของผู้คนนับล้านทั่วโลกมาเป็นเวลานาน และเสียงนี้จะยังคงสะท้อนตลอดไป อิหม่ามฮุสเซนต้องจ่ายค่างวดราคาแพงในการสำแดงความหมายแห่งเสรีภาพ และต้องยอมพลีชีวิตตนเองและสมาชิกในครอบครัวของเขาเพื่อผดุงไว้ซึ่งสัจธรรม

หลังจากการสิ้นพระชนม์ของศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ในปี ค.ศ. 632 ได้เกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งระหว่างผู้นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้เกิดนิกายต่างๆขึ้นมา ชาวมุสลิมบางกลุ่มให้เกียรติแก่ครอบครัวของท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ)มากกว่าสหายคนอื่น ๆ และอีกกลุ่มแสดงออกในทางกลับกัน

สงครามในการชิงความเป็นผู้นำเกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของท่านศาสดา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากประเด็นทางการเมือง และการสืบทอดอันนี้ก็กลายเป็นระบบสืบสันติวงศ์ในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นไม่นาน  ไม่เกิน 50 ปีหลังจากการสิ้นพระชนม์ของศาสดามูฮัมหมัด(ศ) ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ก็เข้ามามีอำนาจและครอบงำมุสลิม  อิหม่ามฮุสเซนซึ่งเป็นหลานชายของท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ)ได้รับการพิจารณาว่าเป็นภัยคุกคามต่อราชวงศ์อุมัยยะฮ์ทั้งหมด เนื่องจากเขาได้ปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันและความจงรักภักดีต่อ ยะซีด คอลีฟะห์ (ผู้ปกครอง) คนที่สองแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์

เหตุผลที่อิหม่ามฮุสเซนไม่ให้การสัตยาบันกับยะซีด เนื่องจากอาชญากรรม การกดขี่ และการทุจริต ที่ยะซีดได้ปฏิบัติต่อชาวมุสลิมและผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างเปิดเผย ทำให้ครอบครัวและผู้สืบทอดทายาทของท่านศาสดามูหะหมัดมีสองทางเลือกเท่านั้น คือ: ให้การจงรักภักดี(สัตยาบัน)ต่อกาหลิบ(คอลีฟะห์)หรือความตาย

อิหม่ามฮุสเซนควรตัดสินใจ  ถ้าให้การยอมรับและยอมให้การสัตยาบันกับยะซีด  ไม่ต้องสงสัยแล้วว่ามันจะส่งผลให้ได้รับรางวัลที่ดีและชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ถ้าปฏิเสธยะซีด ก็จะเป็นหนทางนำไปสู่ความตาย ทว่าสำหรับอิหม่ามฮุสเซน การตัดสินใจที่จะเลือกสิ่งถูกต้องและแน่วแน่นั้น ไม่ก่อให้เกิดความลังเลใดๆในเรื่องนี้ (นั่นคือเลือกความตาย)

ยะซีดได้ส่งจดหมายถึงมัรวาน ผู้เป็นญาติพี่น้องของเขา และบอกว่า: จงทำให้ฮุสเซนและสหายของเขาให้การสัตยาบันต่อฉันให้ได้ จงกระทำทุกหนทางเพื่อเอาการสัตยาบันจากฮุสเซน

ฮุสเซนปฏิเสธที่จะให้ความจงรักภักดีนี้ และกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ฉันจะไม่ให้การสัตยาบันกับบุคคลเยี่ยงยะซีดผู้ที่มีความต่ำต้อย อัปยศอย่างเด็ดขาด และฉันก็จะไม่หลบหนีเขาเหมือนกับทาส” ฉันไม่ได้มาเพื่อเผยแพร่ความชั่วร้าย ฉันต้องการพิทักษ์ปกป้องคุณค่าแห่งความดีงาม และยับยั้งสิ่งชั่วร้าย และการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของฮุสเซน คือ การตายอย่างมีเกียรติ ย่อมดีกว่าการมีชีวิตอยู่อย่างอัปยศ

การตัดสินใจครั้งนี้ นำไปสู่การตัดศรีษะของอิหม่ามฮุสเซน และสาวกผู้ซื่อสัตย์ของเขาในสงครามที่กัรบาลาอฺในอิรัก ในวันที่ 10  ตุลาคม ค.ศ. 680  (10 เดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ 61 ) ในการเผชิญหน้าครั้งนี้ อิหม่ามฮุสเซนถูกบังคับให้ต้องปกป้องตัวเองและสมาชิกในครอบครัวและสาวกของเขาจำนวน 72 คน  ในการรบที่เสียเปรียบซึ่งกองทัพยะซีดมีพลทหารนับหมื่นคน ได้ฆ่าและสังหารพวกเขาอย่างโหดร้ายและทารุณ  บุตรชายที่ป่วยของอิหม่ามฮุสเซน และน้องสาวของเขาชื่อซัยหนับ พร้อมเด็กๆและสตรีจากกองคาราวาน ถูกจับเป็นเชลยศึก และถูกนำตัวไปพร้อมศีรษะของอิหม่ามฮุเสเซนที่เสียบบนปลายหอกไปยังอิรักและซีเรีย

เว็บไซด์ดังกล่าวเขียนเสริมว่า  วันนี้ชาวมุสลิมมากกว่า 20 ล้านคนและแม้แต่ชาวคริสเตียนจากทั่วโลกอิสลามได้เดินทางทุกปีและเดินทางเท้านับสิบ ๆ กิโลเมตรเพื่อไปย้งแผ่นดินแห่งการพลีของท่านอิมามฮูเซน นามว่า “กัรบาลา” เพื่อแสดงความเคารพ และให้เกียรติแก่อิหม่ามฮุสเซน และสาวกของเขาในวันครบรอบ 40 วันแห่งการเป็นชะฮีด (ถูกสังหารในหนทางแห่งพระเจ้า) หรือ วันอัรบาอีน ซึ่งการเดินทางเท้าแห่งวันอัรบาอีน ถือเป็นการชุมนุมทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดร. Razavi ผู้เขียนหนังสือ “การเสียสละที่เป็นเอกลักษณ์ของอิหม่ามฮุสเซนเพื่อมนุษยชาติ” กล่าวว่า : ถ้าการเผชิญหน้าเยี่ยงวีรชนของอิหม่ามฮุสเซนไม่ได้เกิดขึ้น  ก็จะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในคำสอนอันบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามเลยแม้แต่น้อย  ฮุสเซนทำให้อิสลามมีชีวิตชีวาอีกครั้ง และด้วยการเป็นชะฮีดของเขาสามารถคงรักษาคำสอนที่แท้จริงของศาสนาอิสลาม โลกอิสลามเป็นหนี้บุญคุณบุตรชายของฟาฏิมะฮ์ หลานชายแห่งท่านศาสดามุฮำหมัด (ศ็อลฯ) ผู้เป็นวีรบุรุษผู้หาญกล้า

ในตอนท้ายของรายงานได้ทำการเปรียบเทียบกระทำอันป่าเถื่อนของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ในการตัดศีรษะของอิหม่ามฮุสเซน และสาวกของเขากับการกระทำอันป่าเถื่อนโหดร้ายของกลุ่มก่อการร้ายไอซิส  โดยกล่าวว่า: ในความเป็นจริงเลือดสามารถมีชัยเหนือคมดาบ  กลุ่มผู้ก่อการร้าย เช่นไอซิสที่กระทำความชั่วร้ายในนามของศาสนาอิสลามนั้น ไม่ควรได้รับการยอมรับจากผู้นำชาวมุสลิม  ถ้าเราเรียนรู้บทเรียนแห่งวิถีชีวิตความซื่อสัตย์สุจริตและอิสรภาพของอิหม่ามฮุสเซนแล้ว มันจะดีกว่าสำหรับสถานการณ์โลกปัจจุบัน  ในกัรบาลาอฺ อิหม่ามฮุสเซนแพ้สงคราม แต่ในความเป็นจริงเขาเป็นผู้ชนะ และนี่คือบทเรียนสำหรับการเผชิญหน้ากับผู้ก่อการร้ายและพวกสุดโต่งในปัจจุบัน

Source: iqna.ir