สื่อลอนดอนแพร่บทความนักวิเคราะห์ หวั่นกรณีซื้อขายขีปนาวุธ ชี้ “ฤ จะเกิดศึกใหญ่ในภายภาคหน้า?”

209

หนังสือพิมพ์ Raialyoum  ฉบับตีพิมพ์ในกรุงลอนดอน ได้นำเสนอบทความของนักวิเคราะห์ “อัฏวาน” (Atvan) ว่า  “วันนี้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการจัดเตรียมซื้อหาขีปนาวุธ และข้อตกลงเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางทหารอย่างร้อนแรง ในตะวันออกกลาง รวมทั้งกรณีที่ซาอุฯ ได้ประกาศลงนามในสัญญาสำคัญสำหรับการซื้อระบบขีปนาวุธ S-400 จากรัสเซีย”

ในด้านของสหรัฐฯเองก็ได้ประกาศในทันที ถึงการบรรลุข้อตกลงในการซื้อขายอาวุธป้องกันขีปนาวุธ ”ทอดด์” ให้กับซาอุดีอาระเบีย  ส่วนประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdogan ยังประกาศเมื่อสองสัปดาห์ก่อนว่า เขาได้ตกลงที่จะซื้อระบบ S- 400 ของรัสเซีย

Atvan  ได้ตั้งคำถามว่า: “มันกำลังเกิดอะไรขึ้นในภูมิภาคนี้? อเมริกาและพันธมิตรวางแผนที่จะทำอาหารใดในภูมิภาคนี้ ?อะไรคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจากการซื้ออาวุธอย่างกว้างขวาง ?  การกระทำดังกล่าวนี้ มีความหมายอย่างไรในบริบทปัจจุบัน ที่ไอซิสและอัล-นุศราฟรอนด์  ในซีเรียและอิรักกำลังล่มสลาย ?  ประชาชนในภูมิภาคนี้จะไม่สามารถสัมผัสกับแสงสีแห่งความสงบ และความมั่นคงที่ขาดหายไปเป็นเวลาหลายเดือน หรือหลายปี ?และสงครามการนองเลือดและการแสวงประโยชน์จากเศรษฐกิจ และทรัพยากรมนุษย์จะมีทีท่ายุติลงหรือไม่?”

Atvan  แสดงความเชื่อมั่นว่า การเคลื่อนไหวเหล่านี้ “ไม่มีนัยยะอันใดเลย นอกจากสัญญาณเตือนสำหรับการเกิดสงครามในภายภาคหน้า”  ซึ่งเขากล่าวเสริมว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้พบกับผู้บัญชาการทหาร และครอบครัวของพวกเขาที่ทำเนียบขาว หลังจากได้ถ่ายรูปและทานอาหารมื้อค่ำแบบจัดเต็ม ได้แสดงท่าทีและจุดยืนต่อประเทศอิหร่านและเกาหลีเหนือ โดยได้อธิบาย ถึง “ความสงบก่อนเกิดมรสุมพายุ”  และกล่าวว่าได้ทำการตรวจสอบและหาตัวเลือกทางทหารให้แก่สองประเทศนี้เรียบร้อยแล้ว  เมื่อผู้สื่อข่าวคนหนึ่งได้ถามทรัมป์ว่า มรสุมพายุอันใดหรือ?  เขาตอบว่าพวกคุณจะได้เห็นในเร็ว ๆ นี้

บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Raialyoum กล่าวเสริมว่า คำถามอีกข้อหนึ่งที่ต้องถามก็คือ ถ้าสงครามที่ทรัมป์กล่าวข่มขู่ว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว  ประเทศใดจะเป็นชาติแรก  อิหร่านหรือเกาหลีเหนือ?  ขณะที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯได้ข่มขู่ในคำพูดของเขาต่อสมัชชาแห่งสหประชาชาติด้วยเช่นกัน

หากมันจำเป็นที่จะต้องปกป้องอเมริกาและพันธมิตรของเขาแล้ว เขาพร้อมที่จะทำลายมันได้ทุกเมื่อหรือไม่ อย่างไร? คำตอบสำหรับคำถามนี้จะมีเพียงทรัมป์และคณะที่ปรึกษาของเขาเท่านั้นที่รู้  เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่เข้าสู่สงครามกับทั้งสองรัฐที่ครอบครองนิวเคลียร์ที่เข้มแข็งในเวลาเดียวกัน แต่อาจเริ่มต้นจากอิหร่านก่อน เพื่อเป็นบทเรียนให้แก่ประเทศอื่นๆที่เข้มแข็งกว่าต่อไป

เขากล่าวเสริมว่า สิ่งที่ทำให้การคาดการณ์นี้ มีน้ำหนักมากขึ้น คือมีรายงานมากมายเกี่ยวกับการตัดสินใจของสหรัฐฯในการฉีกข้อตกลงด้านนิวเคลียร์กับอิหร่านในวันที่ 15 ตุลาคม โดยที่ทรัมป์ได้ประกาศว่าเขาจะทบทวนกับสมาชิกสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาด้านกฎหมาย ในการถอนตัวและยกเลิกข้อตกลงจากการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่าน  วอชิงตันโพสต์ ยังเขียนว่าที่ปรึกษาของทรัมป์ก็ได้พูดถึงกลยุทธ์ใหม่ของสหรัฐที่มีต่ออิหร่านด้วยเช่นกัน

เขากล่าวเสริมว่า ผู้สังเกตการณ์บางคนเชื่อว่า นี่คือสงครามจิตวิทยาโดยทรัมป์ และการปรากฏตัวของสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาว และถ้อยแถลงที่น่ากลัวของทรัมป์เกี่ยวกับความสงบก่อนมรสุมพายุไม่ได้เป็นการพูดให้เป็นตามพิธีเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นการส่งสาส์นสำหรับคนอเมริกันและประชาชนทั่วโลก  นักวิเคราะห์บางคนพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังและเชื่อว่าประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นคนที่บ้าบิ่น และบ้าสงครามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักวิจารณ์กล่าวหาเขาว่า เป็นเพียงแค่กลองกลวงและไร้น้ำยาที่จะก่อสงคราม

Atvan กล่าวเสริมว่า ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โมฮัมหมัด ญะวาด ชารีฟ เน้นย้ำว่า การยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์จะเป็นการเปิดประตูสู่นรก และอิหร่านมีทางเลือกมากมายในการต่อกรกับสหรัฐฯและจะไม่จำกัดเพียงแค่ความสามารถในการป้องกันประเทศของตนเท่านั้น

แต่เราเห็นภัยคุกคามใหญ่ที่เกิดขึ้นจากคำปราศรัยล่าสุดของเลขาธิการฮิซบุลลอฮ์ ซัยยิด ฮะซัน นัศรุลลอฮ์  ที่เขาได้ออกมาเรียกร้องให้ชาวยิวจากดินแดนที่ถูกยึดครองเดินทางออกจากที่นั่น เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อของไม้ฟืนที่อาจจะลุกไหม้ในอนาคตอันใกล้นี้ หลังการลงประชามติของเคอร์ดิสถานออกจากอิรัก

Atvan กล่าวในช่วงท้ายว่า  ในขณะเดียวกันประเทศอาหรับเป็นเพียงแค่ผู้เฝ้าดูเหตุการณ์เท่านั้น ไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ พวกเขาเป็นเครื่องมือในการดำเนินการตามคำสั่งและการตัดสินใจของมหาอำนาจ และบางประเทศเป็นแค่ไม้ฟืนที่สำหรับจุดชนวนก่อสงครามที่อาจเป็นไปได้

Source: fa.shafaqna