“ข้อตกลงครั้งใหญ่สุดแห่งศตวรรษ” – จากการลงนามในริยาด สู่ ปฏิบัติการในกรุงเยรูซาเล็ม 

640
Source: http://mondoweiss.net/2015/05/settlers-assault-palestinian/

ในช่วงที่รัฐบาลไซออนิสต์ได้ยึดครองเยรูซาเล็ม (อัลกุดส์)ในปี 1969 – Gulda mair นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้กล่าวว่า เราไม่ได้นอนเลยในยามกลางคืน  เราเฝ้าจับตามองตลอดว่า เหล่าทหารชาติอาหรับจะแสดงปฏิกิริยาในแถบชายแดนปาเลสไตน์อย่างไร  แต่หลังจากที่เรามองเห็นแล้วว่า มันไม่มีปฏิกิริยาใดๆเกิดขึ้นเลยจากพวกเขาตามที่เราคาดเอาไว้  เราจึงตัดสินใจทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ

นอกจากนี้ สถานการณ์ในปัจจุบัน ก็ยิ่งส่อให้เห็นความชัดเจนจากประเด็นดังกล่าวมากยิ่งขึ้น เมื่อระบอบการปกครองแห่งชาติอาหรับและบรรดาผู้ปกครองของพวกเขาแสดงให้ประจักษ์ว่า ความคิดของ Gulda mair  นั้นถูกต้อง และเป็นจริงเสมอมา  ซึ่งมันนับเป็นสิ่งที่น่าอับอายอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่ คำประณามต่ออิสราเอลไซออนิสต์ กรณีที่ได้ยึดครองเยรูซาเล็มในหน้าประวัติศาสตร์อาหรับ ก็ยังไม่เคยได้ยินออกจากปากบรรดาผู้นำชาติอาหรับเลยแม้แต่เล็กน้อย

ชาวปาเลสไตน์  หวังสิ่งใดหรือจากรัฐบาลเหล่านี้ ?  ในวันนี้ หากเรามองไปยังบางขบวนการและบางพรรคที่อ้างตนเป็นผู้ปกป้องสนับสนุนสิทธิของประชาชาติอิสลามช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รวมทั้งปัญหาปาเลสไตน์ ที่ซึ่งพวกเขาได้พยายามแสดงออกถึงความจริงใจในตอนแรก ทว่าสุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ดีแตก และกลับนิ่งเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอิสราเอล  จากกลุ่มต่อไปนี้ มีตัวอย่างเช่น ขบวนการอัลนะฮ์เฏาะฮ์ ในประเทศตูนิเซีย ซึ่งได้เมินเฉยต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น แม้ว่าผู้นำของขบวนการนี้มักจะออกแถลงการณ์ในวันสำคัญต่างๆอยู่บ่อยครั้ง ทว่าเขากลับไม่เคยพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม และการปิดมัสยิดอัลอักซอเลย

เราไม่สามารถนิ่งเงียบต่อ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับระบอบการปกครองของชาติอาหรับ ซึ่งมาจากปัญหาภายในของตน และทนดูความอัปยศอดสูที่แพร่กระจายอยู่จากจุดยืนของพวกเขา แต่เราควรคำนึงถึงสิ่งหนึ่งที่มีนัยยะสำคัญ ซึ่งถูกเตรียมไว้แล้วสำหรับภูมิภาคนี้ และในวันนี้ สิ่งดังกล่าวนั้น ถูกเรียกว่า “ข้อตกลงแห่งศตวรรษ”

นับว่าไม่ถูกต้อง หากจะกล่าวว่ารัฐบาล และพรรคแห่งชาติอาหรับทั้งหลาย จำเป็นต้องเมินเฉยกับกรณีของปาเลสไตน์ เพราะกำลังสาละวนอยู่กับกิจการภายในของพวกตน เนื่องจากว่า การแสดงจุดยืนทางการเมืองของพวกเขาต่อประเด็นปาเลสไตน์นั้น ไม่ได้ทำให้พวกเขาบกพร่องในการดำเนินกิจการทางการเมืองแต่อย่างใด นอกเสียจากว่า จะมีการลงนามข้อตกลงกับศัตรูของประชาชาติอิสลาม อิสราเอลและพันธมิตรตะวันตก และมันถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พวกเขาจะต้องนิ่งเงียบต่อการกระทำและการก่ออาชญากรรมของยิวไซออนิสต์  ที่ซึ่งมาตรการในการปิดประตูมัสยิด กิบบะตุลศ็อฆเราะฮ์ ถือเป็นเพียงแค่การโหมโรงเท่านั้น

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีอเมริกาได้เดินทางเยือนกรุงริยาดเมื่อสองเดือนก่อน ในการนั้นได้มีการบรรลุข้อตกลงพิเศษกับประเทศซาอุดิอาระเบีย  ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่การตกลงซื้อขายอาวุธและสัญญาทางการลงทุนเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงการตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมืองด้วยเช่นกัน ที่ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของชาติอาหรับมากกว่า 50 คนได้เข้าร่วมข้อตกลงครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวได้ส่งสัญญาณ ความเลวร้ายและภัยอันตรายต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับภูมิภาคในอนาคตอันใกล้นี้ โดยสิ่งที่ชี้ถึงการบรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมืองดังกล่าว คือ การสนับสนุนและจัดการฟื้นฟูรัฐบาลไซออนิสต์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งทางการเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ซึ่งมีซาอุดิอาระเบียเป็นหัวหอก มีหน้าที่ดำเนินกิจการในส่วนนี้

การโจมตีปาเลสไตน์ ฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์  โดยการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการของชาติอาหรับ เพื่อกดดันประชาชนชาวปาเสไตน์ให้อพยพไปยังทะเลทรายซีนาย จอร์แดน และพื้นที่ต่างๆ เป็นไปด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ยิวไซออนิสต์สามารถขยายอาณานิคมจากเดิมมากยิ่งขึ้นอีก และสิ่งนี้คือ เสี้ยวหนึ่งของแผนการที่ถูกกำหนดวางไว้แล้วสำหรับอนาคตของภูมิภาคนี้

การปฏิบัติการ และความเสียสละในเยรูซาเล็มของเหล่านักต่อสู้ผู้สละชีพเพื่อปาเลสไตน์  และแรงต้านทานของประชาชนชาวเมืองอุมมุลฟัฮม์ ในใจกลางเวสต์แบงก์ ที่มีมาตลอดระยะเวลาที่ถูกยึดครองและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยอิสราเอล ถือเป็นการแสดงปฏิกิริยาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี  ซึ่งได้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า เยรูซาเล็มก็เหมือนกับเขตพื้นที่อื่นๆของปาเลสไตน์ ที่ซึ่งมันจะคงมีชีวิตชีวา และอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของเสรีชนชาวปาเลสไตน์ ชาวอาหรับและมวลมุสลิมตลอดไป

ไม่มีองค์กรใดออกมาอ้างถึงความรับผิดชอบต่อปฐมเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้น บ่อเกิดของความขัดแย้งล่าสุดตามที่ถูกกล่าวอ้าง เป็นเพียงการกระทำของปัจเจกบุคคล การตัดสินใจของชายหนุ่มผู้โจมตีทั้งสาม ไม่ได้เป็นไปเพื่อการต่อต้านอาชญากรรมของรัฐอิสราเอลผู้ยึดครองที่กดขี่ต่อชาวปาเลสไตน์ ทั้งนี้เป็นไปได้ว่า มันอาจจะเป็นผลมาจากการประสานงานภายใน และภายนอกระหว่างการเคลื่อนไหวของกลุ่มมุกอวิมัตต่างๆ ซึ่งทำให้พวกเขาไม่เห็นช่องทางอื่นใด นอกเหนือจากการต้านทานและการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยดินแดนของพวกเขา

ในขบวนการของเหล่ามารที่ต้องการจะยึดครองโลก มีการพยายามอย่างหนักในการใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งในหมู่ความเชื่อต่างๆ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่าง ชนชาติ และศาสนา สร้างข้อมูลลวงเพื่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างมุสลิมกับคริสต์ มุสลิมกับพุทธ อาหรับกับอาญัม(คนที่ไม่ใช่อาหรับ) ซุนนีกับชีอะฮ์  และแม้แต่ภายในมัสฮับซุนนีด้วยกันเอง…….

การเผชิญหน้ากันระหว่างซาอุดิอาระเบียและพันธมิตรกับกาตาร์ในวันนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีเหล่านี้ ซึ่งเราควรยอมรับว่า อิสราเอลและพันธมิตรตะวันตกได้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจากแผนการที่วางไว้  ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าพวกเขามีความฉลาดและเข้มแข็งแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะว่าในหมู่ของพวกเรา ประชาชาติมุสลิมนั้น ยังมีบุคคลจำนวนหนึ่ง ที่โง่เขลาและเป็นสมุนรับจ้างที่คอยดำเนินการ เพื่อให้แผนการสมรู้ร่วมคิดเป็นไปอย่างราบรื่นและง่ายดายขึ้น ในการดำเนินการตามความต้องการของพวกเขา

และในประเด็นนี้    Moshe Bogie Ya’alon อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ได้ออกมาเปิดเผยว่า กลุ่มก่อการร้ายไอซิสหรือกลุ่มอื่นๆ ที่ผุดขึ้นมาในตะวันออกกลาง บางกลุ่มอยู่ภายใต้การสนับสนุน และเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่อิสราเอลและชาติมหาอำนาจใช้ในฐานะกลยุทธ์เพื่อครอบครองอิทธิพลในภูมิภาค บนพื้นฐานอันนี้นี่เอง ที่ทำให้ชาติอาหรับและประเทศมุสลิมก่อตั้งขบวนการเล็กๆขึ้นมาอย่างมากมาย ภายใต้ชื่อศาสนา แต่ทว่าการต่อสู้นั่นเป็นไปเพื่อการสู้รบ และเข่นฆ่ามุสลิมกันเอง

อนึ่ง มุสลิมจะไม่สามารถมีชัยชนะเหนือแผนสมรู้ร่วมคิดนี้ได้ หากไม่มีการถ่ายโอนความขัดแย้งสู่ดินแดนของศัตรู  และพวกเขาก็จะไม่สามารถสร้างความพ่ายแพ้ให้กับอิสราเอลได้เลย นอกเสียจากว่า จะทำการโจมตีไปยังเป้าหมายของพวกเขาอย่างจริงจัง ซึ่งจะมีวิธีเดียวเท่านั้นคือการสร้างความเอกภาพและความเป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในหมู่มุสลิม ภายใต้เป้าหมายเดียวกันที่ยิ่งใหญ่

เหล่าชาติตะวันตกและไซออนิสต์พยายามอย่างหนักเพื่อให้อาหรับและมุสลิมสนใจศัตรูเทียมแทนศัตรูที่แท้จริง ซึ่งพวกเขาใช้วิธีการผ่านสงครามตัวแทนต่างๆในภูมิภาค และการโฆษณาชวนเชื่อ ให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  ให้เห็นมิตรเป็นศัตรู เห็นศัตรูเป็นมิตร และลากพวกเขาเหล่านี้สู่แผนการสมรู้ร่วมคิด เพื่อรับใช้แผนการอันสกปรกเหล่านี้

ด้วยเหตุผลนี้เอง สามารถกล่าวได้ว่า  ความสำคัญของปฏิบัติการในเยรูซาเล็มขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของมัน  ทั้งนี้ปฏิบัติการดังกล่าวยังได้เปิดโปง ‘หนอนบ่อนไส้’ในหมู่ประชาชาติมุสลิม กลุ่มบุคคลผู้นำเอาประเด็นปาเลสไตน์มาเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระดับภูมิภาคกับอิสราเอลและชาติมหาอำนาจ นอกจากนี้ สถานการณ์ต่างๆยังส่งผลทำให้เรายิ่งประจักษ์เห็นถึงมิตรที่แท้จริง หรือ กลุ่มบุคคลที่ปรากฏตัวเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวปาเลสไตน์และนักเคลื่อนไหวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อศรัตรูของประชาชาติมุสลิมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย  ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการจัดแนวรบใหม่ เพื่อการบรรลุถึงค่านิยมและความสูงส่ง จะเกิดขึ้นได้ในบรรดาวิถีแห่งชนเผ่าและชาติพันธุ์ของประชาชาติมุสลิม

Source: mashreghnews.ir