อาชญากรรมของอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ต้นกำเนิดการขายบริการทางเพศในฟิลิปปินส์

660

สงครามต่างๆที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ..การยึดครองดินแดนโดยลัทธิล่าอานานิคม …การสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์  …การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆในโลก  ทั้งหมดล้วนเกิดมาจากสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นชาติที่ก่ออาชญากรรมมากที่สุดในโลก…!

iuvmpress  -ฟิลิปปินส์ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่สหรัฐอเมริกามีความปรารถนาที่จะให้บรรลุความฝันที่ขาดหายไปของตนในเอเชีย ซึ่งอิทธิพลของความฝันนั้นยังคงเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในประเทศนี้

หนึ่งในผลกระทบของสงครามที่มีต่อประชาชนชาวฟิลิปปินส์ คือการตกเป็นทาสทางเพศโดยทหารสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากของประวัติศาสตร์ทางทหารของสหรัฐฯที่ถูกหล่อหลอมด้วยกับการค้าประเวณี  การค้าประเวณีในหมู่ทหารสหรัฐฯ ทั้งในหมู่ตัวเองและนอกพรมแดนของตัวเองนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน  ตัวอย่างเช่น ในช่วงสงครามเวียดนาม การขายบริการทางเพศในหมู่ทหารสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นเรื่องปกติ ตามรายงานจาก Global Post ในปี 2011 ในภาพยนตร์เรื่อง “Full Metal Jacket”  ได้สะท้อนภาพถึงบทบาทในการสร้างกลุ่มชนที่คลั่งไคล้อเมริกาในเวียดนาม ซึ่งส่วนใหญ่พวกเขานั้นมีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

เมื่อกองทัพอเมริกาได้ทำการปลดปล่อยฟิลิปปินส์ออกจากการถูกยึดครองของญี่ปุ่นในเดือนตุลาคมปี 1945 ทหารอเมริกันจำนวนมากได้ละทิ้งลูกนอกกฎหมาย (ลูกครึ่งอเมริกัน-เอเชีย) ในฟิลิปปินส์   แม่และเด็กๆเหล่านี้ไม่ค่อยมีการศึกษาและไม่มีฐานะในสังคม ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดทำให้แม่ของเด็กๆเหล่านี้ในสภาวะสงครามจึง ต้องกลายเป็นหญิงขายบริการ

ในปี 1947   ประธานาธิบดี Roxas ได้ลงนามข้อตกลงทางทหารซึ่งได้มอบฐานทัพทหารจำนวนยี่สิบสองแห่งให้แก่สหรัฐฯ  และในปีต่อมา สหรัฐฯก็มีฐานทัพทหารที่ใหญ่ที่สุดทั้งสองแห่งในตะวันออกไกล ก็คือ กองนาวิกโยธิน Subic Bay และฐานทัพอากาศ Clark ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา ในเมือง Angeles หลังจากนั้นเมืองนี้ก็ได้กลายเป็น “ศูนย์กลางของการขายบริการทางเพศ” ซึ่งเป็นสถานที่บันเทิงเริงรมย์สำหรับผู้ใหญ่

ต้นกำเนิดของการขายบริการทางเพศในฟิลิปปินส์จนถึงวันนี้ มีผลพวงมาจากสงครามเวียดนามและการเข้ามาของทหารสหรัฐอเมริกาในประเทศนี้  ในขณะที่ทหารและนาวิกโยธินของสหรัฐฯ ต้องการที่จะปลดปล่อยความตึงเครียดจากสงครามโดยการหาความสุขใส่ตัวด้วยการเที่ยวตามสถายบันเทิงต่างๆเพื่อระบายกามารมณ์ของพวกเขา  แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นกลไกทางการเมืองหนึ่งที่ซับซ้อนในการเลือกปฏิบัติอย่างกดขี่และอยุติธรรม ผลลัพธ์ที่แม้แต่ประชาชนชาวอเมริกาก็ไม่อาจที่จะยอมรับได้  ด้วยการก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายเช่นนี้จากรัฐบาลอเมริกาในฟิลิปปินส์ และสถานที่ต่างๆทั่วโลก  ก็ไม่เคยมีเสียงคัดค้านและประท้วงใดๆเกิดขึ้น เนื่องจากว่า ไม่มีสักหนึ่งองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำการตรวจสอบการก่ออาชญากรรมของสหรัฐอเมริกา และเป็นที่ทราบกันดีว่า สหประชาชาติเป็นเบี้ยล่างของของสหรัฐฯและพันธมิตร