28 ปี อสัญกรรมนักปฏิวัติอิสลามช็อกโลก! อิหร่านในวันนี้ดีขึ้น หรือด้อยลง?

528
นักศึกษาสตรีชาวอิหร่านพร้อมใจกันโบกธงชาติ ในการเดินขบวนเฉลิมฉลองครบรอบการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2011 (ขอบคุณภาพจาก REUTERS/Raheb Homavandi)

นับเป็นเวลากว่า 28 ปีแล้ว ในวันนี้ หลังจากที่สาธารณอิสลามแห่งอิหร่าน ได้สูญเสียผู้นำแห่งการปฏิวัติ อิมามรูฮุลลอฮ มูซาวี อัลโคมัยนี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2532 (1989) ผู้ซึ่งได้โค่นล้มระบอบการปกครองของราชวงศ์ ชาฮ์ ปาห์ลาวี ในการสนับสนุนจากสหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตก และทำให้สิ้นสุดลงซึ่งระบอบการปกครองของกษัตริย์ ที่มีอายุยาวนานกว่า 2,500 ปี

ตั้งแต่การปฏิวัติประสบความสำเร็จ และได้สถาปนาสาธารณรัฐอิสลามแห่งเดียวของโลกขึ้นมา ในปี 1979 หรือ พ.ศ. 2522 ประเทศอิหร่านได้ต่อสู้กับความท้าทายอันใหญ่ยิ่ง ทั้งยังประสบกับความกดดันอย่างไม่หยุดยั้ง จากฝ่ายต่างๆที่ต้องการบ่อนทำลายรัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ให้ราบคาบ

ท่ามกลางความผันผวนนี้ ประชาชน และสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านหลังจากการปฏิวัติ ยังถูกรุกรานโดยรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรัก ด้วยการสนับสนุนทางกองกำลังทหารจากมหาอำนาจโลก เกิดเป็นสงคราม อิรัก-อิหร่าน กินระยะเวลายาวนานกว่า 8 ปี ที่ซึ่งได้ผลาญล้างผู้คนทั้งชาวอิหร่าน และอิรักกว่าหลายร้อยหลายพันชีวิต และส่วนมากจากพวกเขาเสียชีวิตจากการรุกรานด้วยอาวุธแคมีของซัดดัม

หลังจากสงครามราคาแพงได้สิ้นสุดลง อิหร่านก็ได้เริ่มกระบวนการสร้างชาติใหม่ ที่ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง และจากบรรดาความพยายาม ที่ต้องการส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของอิหร่าน อย่างไรก็ดี มาจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตก กลยุทธ์ที่ชัดเจนและเด็ดเดี่ยวในการกดดันทางการเมือง ดูเหมือนจะถูกนำไปใช้กับการสร้างเนื้อสร้างตัวของอิหร่านอย่างเต็มกำลัง และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ความตึงเครียด ระหว่างอิหร่าน และประเทศตะวันตกก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  และอิหร่านก็ได้เผชิญหน้ากับสงครามเศรษฐกิจ ที่ถูกเสริมเขี้ยวด้วย ปฏิบัติการลับ ในรูปแบบของการลอบสังหาร และการโจมตีด้วยระเบิด และแม้กระทั่งการโจมตีทางคอมพิวเตอร์ Cyberattacks

อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตเหล่านี้ทั้งหมดอย่างโดดเดี่ยว ทว่าท้ายสุด อิหร่านก็ผงาดขึ้นมา จากแผลสงครามอิรัก-อิหร่านอย่างเข้มแข็ง โดยไม่ยอมสละทรัพยากรของชาติ แม้น้ำมันเพียงหยดเดียว ให้แก่กองกำลัง ที่ชัดเจนว่า ได้รับการสนับสนุนทุกรูปแบบ จากบรรดาชาติมหาอำนาจ รวมไปถึงประเทศอาหรับในแทบภูมิภาค นอกจากนี้ อิหร่านยังผงาดขึ้นมาโดยไม่ต้องอาศัยการใช้อาวุธเคมีในสงคราม แม้ว่าจะมีความสามารถให้ทำเช่นนั้นได้

อิหร่านได้สร้างปรากฏการณ์ช็อกโลก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สาธารณอิสลามได้กลายเป็นประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและอิสรภาพของตน ทั้งยังสามารถโอบอุ้มบรรยากาศทางเศรษฐกิจและสังคมให้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ แม้จะทำการบอยคอตอำนาจต่างชาติตะวันตกอย่างแข็งขัน ทั้งๆที่ได้พึ่งพิงอยู่กับอำนาจนอกเหล่านั้นมาโดยตลอด การถอดถอน สถานทูตอเมริกัน และอิสราเอลออกจากการประเทศ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง จากความห้าวหาญของอิหร่าน ในการตัดความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างเด็ดขาด

ความเด็ดเดี่ยวของอิหร่าน ทำให้การคาดคะเนของนักวิเคราะห์ตะวันตกต้องผิดพลาด โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า สาธารณรัฐอิสลามจะต้องล่มสลายลงอย่างเร็ววันแน่นอน อันเนื่องมาจากการรวม ศาสนจักรและอาณาจักรเข้าด้วยกัน เป็นเรื่องที่ล้าหลัง ทว่าตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามสำเร็จลุล่วงไปในปี 1979 จนถึงปัจจุบัน อิหร่านกลับประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และในหลายๆด้าน

สาธารณรัฐอิสลามมีพัฒนาการที่ก้าวกระโดด โดยนับจากปี 1980 จนถึงปี 2012 ค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์ของอิหร่าน (HDI) ซึ่งคำนึงวัดจาก 3 ด้าน ด้านสุขภาพ (วัดจาก Life Expectancy หรืออายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากร) ด้านการศึกษา (วัดจาก Adult Literacy rate หรืออัตราการอ่านออกเขียนได้ และ การเข้าชั้นเรียนโดยเฉลี่ย) และสุดท้ายด้านเศรษฐกิจ (วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ GDP) มีการเติบโตขึ้นเพิ่มกว่าร้อยละ 67 ทั้งนี้ยังเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก

ในปี พ.ศ. 2555 หรือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มูลค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์ของอิหร่านอยู่ที่ 0.742 ทำให้ประเทศนี้ถูกจัดอยู่ในประเภท “ประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์สูง” การเข้าถึงไฟฟ้าและน้ำประปาในชนบท อายุขัยโดยเฉลี่ย การเสียชีวิตของทารก และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของประชาชน มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัตราการรู้หนังสือ ซึ่งเคยอยู่ที่ร้อยละ 36 เมื่อปี พ. ศ. 2519 โดยจากตัวเลขดังกล่าว ยังระบุว่า มีเพียงร้อยละ 25 เป็นเพศหญิง ในวันนี้ตัวเลขเปลี่ยนค่า คิดเป็นร้อยละ 99 จากประชากรเพศชายและหญิงอายุระหว่าง 15-24 ปี นอกจากนี้ การศึกษาระดับอุดมศึกษาซึ่งปรากฏว่าไม่เคยมีการเข้าเรียนโดยนักศึกษาและประชาชนชาวอิหร่านมาก่อน มีตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จำนวนกว่า 2 ล้านคน เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และในจำนวนนี้ มีมากกว่าร้อยละ 60 เป็นนักศึกษาเพศหญิง

ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ของอิหร่านก็ไม่น้อยหน้าชาติอื่นๆ สาธารณรัฐอิสลามที่เคยถูกนักวิชาการหลายฝ่ายสบประมาทว่าเป็นการปกครองที่ล้าหลัง ในวันนี้ สามารถควบคุมวงจรนิวเคลียร์ได้ภายในประเทศ และจัดอยู่ในประเทศอันดับต้น ๆ ของ 10 ประเทศที่ทำการวิจัยด้าน Stem Cell และโคลนนิ่ง อิหร่านยังเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศชั้นนำด้านนาโนเทคโนโลยี เคมี วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ เป็นอันดับเก้าของโลก ในประเทศที่มีโครงการอวกาศเต็มรูปแบบ ซึ่งประสบความสำเร็จในการติดตั้งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร และเป็นผู้ผลิต การปลูกถ่ายอวัยวะดวงตา รายแรกของโลก สุดท้าย และย่อมไม่ท้ายสุด อย่างน้อย อิหร่านในวันนี้ก็มีความสามารถพอเพียง ในการสร้างเรือดำน้ำ เฮลิคอปเตอร์เครื่องบินรบ ขีปนาวุธและรถถัง ด้วยตนเอง โดยไม่ขอพึ่งพาไปยังชาติอื่นๆ

ณ ที่นี่ สำหรับผู้อ่านที่มองว่า การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นการปฏิวัติของเผด็จการ นักการศาสนา หรือ พวกอนุรักษ์นิยม ที่เพียงต้องการทำให้ชาติหรือแผ่นดินอยู่ในลู่ในทางที่ตนเห็นสมควร โดยไม่ใช่การปฏิวัติของนักเคลื่อนไหว เพื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง เพียงเพราะผู้นำไม่ได้มาจากการ “เลือกตั้ง” แม้ว่าจากสถิติข้างต้นจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่า สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านมีศักยภาพ และหนทางอีกยาวไกลในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นสำหรับชาวอิหร่านทุกคน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ อิหร่านหลังการปฏิวัตินั้น มีเกียรติ และดีกว่าอิหร่านก่อนการปฏิวัติ…. ผู้เขียนก็ใคร่อยากให้ท่านทำการศึกษา การปฏิวัตินี้ในมุมของนักต่อสู้เพื่อกอบกู้คุณธรรม และสิทธิมนุษยชนอิสระ ผู้อ่านอาจเทียบเคียงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอิหร่าน ทั้งก่อน และหลังปฏิวัติ ทั้งก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมายอิสลามและหลัง เพื่อทำการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่างๆ โดยในช่วงก่อนการปฏิวัติ ท่านสามารถค้นคว้า และศึกษา บทวิเคราะห์ วิจัย เกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรง ที่เคยเกิดขึ้น อาทิเช่น

  • ช่วงเวลาข้าวยากมากแพงเมื่อปี 1917-1918 ในเปอร์เซีย คราที่หลายล้านชีวิตชาวอิหร่านผู้บริสุทธิ์ต้องถูกสังเวยให้กับความหิวโหย
  • การรุกรานของ Anglo-Soviet ในอิหร่าน ปี 1941 เมื่อท้องถนนในอิหร่านถูกทำระเบิด ประชาชนถูกสังหาร กองทัพ Anglo-Soviet ครองเมือง และกระทำทุกสิ่งอย่างที่พวกเขาปรารถนากับประชาชน เมื่อ Anglo-Soviet ใช่ทรัพยากรธรรมชาติของอิหร่าน จัดการและเสริมนโยบายทางการเมืองของพวกเขาในสงครามโลกครั้งที่ 2
  • coup d’état ในปี 1953 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายลงของประชาธิปไตยอิหร่าน และท้ายสุดนำไปสู่การปกครองแบกษัตริย์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นวัฒนธรรมของอำนาจตะวันตก จนแทบไม่หลงเหลือวัฒนธรรมเปอร์เซียเดิม ทั้งภาษาและสังคมโดยรวม
  • เงินจำนวนหลายพันล้านเหรียญ ของมหาอำนาจตะวันตก (สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศษ) และสันนิบาตอาหรับที่ถูกใช้ไปกับอาวุธเคมี การทหาร อาหาร อาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อจัดการกับศัตรูของพวกเขา คือ อิหร่านในสงครามโหดร้าย ยาวนานกว่า 8 ปี ในการรุกรานของอิรัก
  • การคว่ำบาตรที่ละเมิด และไร้มนุษยธรรม ซึ่งทิ้งอิหร่านไว้ด้วยกับบาดแผลฉกรรจ์ นับตั้งแต่การปฏิวัติปี 1979 และ การขโมยและแช่แข็งเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศอิหร่าน ที่ซึ่งบีบให้อิหร่านต้องทำข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมเพื่อทวงคืนกลับมา

ทั้งนี้ เพื่อที่ท่านจะได้ข้อพิสูจน์ที่สมบูรณ์ที่สุดว่า แท้จริงการปฏิวัตินี้ ได้กระทำสิ่งที่อ้างไว้ คือ การสถาปนาความยุติธรรม กอบกู้ศักดิ์ศรีและสิทธิของประชาชน เหนือผู้ปกครองที่กดขี่ มากน้อยเพียงใด อย่างน้อย ท่านอาจได้มุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับการปฏิวัติโลกด้วยธรรมะ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่การเคารพภักดีพระเจ้า และออกห่างจากอำนาจกดขี่ นั่นได้มีนิยามความหมายทั้งทางโลก และทางธรรมของมันว่าอย่างไรบ้าง

___

อ้างอิงข้อมูลจาก

Seyed Hossein Mousavian

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและนโยบายนิวเคลียร์ของอิหร่าน ประจำมหาลัย พรินซ์ตัน อดีตโฆษกของอิหร่าน ในการเจรจานิวเคลียร์ และเป็นผู้เขียน เรื่องเกี่ยวกับ วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ของอิหร่าน: The Iranian Nuclear Crisis: A Memoir” (2012) และ Iran and the United States: An Insider’s View on the Failed Past and the Road to Peace” (2014).

ที่มา:

http://www.al-monitor.com/pulse/originals/2015/02/iran-revolution-anniversary-islamic-republic-education.html#ixzz4j3fWtkmh

loading...
loading...